ฟังเสมอ
พ่อเป็นคนพูดน้อย ท่านมีปัญหาการได้ยินหลังจากเป็นทหารหลายปีและต้องใส่เครื่องช่วยฟัง บ่ายวันหนึ่งเมื่อผมกับแม่คุยกันนานเกินไป พ่อพูดติดตลกว่า “เมื่อใดที่ต้องการความสงบ พ่อแค่ทำแบบนี้” ท่านยกมือสองข้างขึ้นปิดเครื่องช่วยฟัง เอามือหนุนหัว หลับตาและยิ้มอย่างสบายใจ
เราหัวเราะ สำหรับพ่อ การสนทนาจบแล้ว!
สิ่งที่พ่อทำวันนั้นทำให้ผมคิดว่าพระเจ้าทรงแตกต่างจากเรามาก พระองค์ทรงต้องการฟังลูกของพระองค์เสมอ ความจริงนี้ได้รับการตอกย้ำในคำอธิษฐานสั้นๆ ในพระคัมภีร์ วันหนึ่งเนหะมีย์ผู้เป็นคนรับใช้ของพระราชาอาร์ทาเซอร์ซีสแห่งเปอร์เซียมีสีหน้าเศร้าหมอง เมื่อพระราชาตรัสถามสาเหตุ เนหะมีย์จึงทูลว่าเป็นเพราะกรุงเยรูซาเล็ม เมืองของบรรพบุรุษที่ถูกยึด ได้กลายเป็นซากปรักหักพัง เนหะมีย์เล่าว่า “พระราชาตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เจ้าปรารถนาจะขออะไร' ข้าพเจ้าจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าของฟ้าสวรรค์และข้าพเจ้าทูลพระราชาว่า...” (เนหะมีย์ 2:4-5)
เนหะมีย์อธิษฐานครู่เดียว แต่พระเจ้าทรงฟัง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบคำอธิษฐานด้วยพระเมตตาต่อคำอธิษฐานมากมายก่อนหน้านี้ของเนหะมีย์เกี่ยวกับเยรูซาเล็ม ชั่วเวลานั้นเอง อาร์ทาเซอร์ซีสอนุญาตให้เนหะมีย์กลับไปสร้างเมืองขึ้นใหม่
เราเป็นสุขใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงห่วงใยที่จะฟังคำอธิษฐานทุกคำของเรา ตั้งแต่ที่สั้นที่สุดไปจนถึงยาวที่สุด
สหายเลิศ
ตอนที่ผมอายุสิบสอง ครอบครัวของเราย้ายไปอยู่เมืองในทะเลทราย หลังจากเรียนวิชาพละที่โรงเรียนในอากาศร้อนระอุ พวกเรารีบไปที่เครื่องกดน้ำดื่ม ผมเป็นคนผอมและอายุน้อยกว่าคนอื่นในชั้น บางครั้งจึงถูกผลักออกจากแถวที่ยืนรอ วันหนึ่ง เพื่อนชื่อโฮเซ่ ซึ่งตัวใหญ่และแข็งแรงเห็นเข้า เขาเดินเข้ามายื่นแขนที่แข็งแรงแหวกทางให้ เขาพูดว่า “นี่! พวกนายให้แบงค์ส ดื่มก่อนสิ!” แล้วผมก็ไม่เคยมีปัญหาที่เครื่องกดน้ำอีกเลย
พระเยซูทรงเข้าใจว่าการถูกผู้อื่นกระทำอย่างไร้ความเมตตาปรานีเป็นอย่างไร พระคัมภีร์บอกเราว่า “ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง” (อิสยาห์ 53:3) แต่พระเยซูไม่ได้ทรงเป็นเพียงเหยื่อของการทนทุกข์นี้ พระองค์ยังทรงเป็นทนายแก้ต่างให้เราด้วย การสละพระชนม์ของพระองค์เป็นการเปิด “หนทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิต” ให้เราเข้าไปสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้า (ฮีบรู 10:20) พระองค์ทรงกระทำเพื่อเราซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อาจทำเพื่อตัวเองได้ ทรงมอบของขวัญแห่งความรอดให้เราเปล่าๆ เมื่อเรากลับใจจากบาปและไว้วางใจพระองค์
พระเยซูทรงเป็นสหายที่ดีที่สุดที่เรามี พระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย” คนอื่นอาจคบเราห่างๆ หรืออาจผลักไสเรา แต่พระเจ้าได้ทรงกางแขนรับเราผ่านทางไม้กางเขน พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงยิ่งใหญ่!
ด้วยรักกับรองเท้าคู่เก่า
บางครั้งผมกับภรรยาพูดต่อประโยคที่อีกฝ่ายกำลังจะพูดได้ กว่าสามสิบปีของชีวิตแต่งงาน เราคุ้นเคยกับวิธีที่อีกฝ่ายคิดและพูดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจไม่ต้องพูดจนจบประโยค แค่คำคำเดียวหรือการชำเลืองมองก็เพียงพอที่จะสื่อความคิดได้
การที่เราเป็นแบบนี้ทำให้เราสบายใจเหมือนรองเท้าคู่เก่าที่คุณใส่อยู่เรื่อยๆ เพราะสวมสบายพอดี บางครั้งเราถึงกับเรียกกันและกันด้วยความรักว่า “รองเท้าเก่าของฉัน” ซึ่งเป็นคำชื่นชมที่อาจเข้าใจยาก หากคุณไม่รู้จักเราดี ตลอดหลายปีความสัมพันธ์ของเราได้พัฒนาภาษาเฉพาะตัวขึ้น ทั้งยังมีการแสดงออกที่เป็นผลของความรักและความไว้ใจตลอดหลายสิบปี
เรารู้สึกอุ่นใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเราด้วยความสนิทสนมอันลึกซึ้ง ดาวิดเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว” (สดด.139:4) ลองนึกภาพว่าคุณได้สนทนากับพระเยซูเงียบๆ และคุณกำลังพูดจากส่วนลึกที่สุดในใจให้พระองค์ฟัง เมื่อใดที่คุณพูดไม่ออก พระองค์ก็ทรงยิ้มกับคุณด้วยความเข้าใจและทรงตอบสนองอย่างถูกต้อง แม้คุณไม่ได้พูดออกมา ช่างดีจริงที่ได้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกสรรคำเหมาะๆ จึงจะพูดกับพระเจ้าได้ พระองค์ทรงรักเราและรู้จักเราดีพอที่จะเข้าใจ
รำลึกถึงอดีต
ลูกชายของเราต่อสู้กับการติดยาเสพติดถึงเจ็ดปี ในช่วงเวลานั้นผมและภรรยาต้องเผชิญกับวันที่ยากลำบากมากมาย ขณะที่เราอธิษฐานและรอคอยให้เขาหาย เราเรียนรู้ที่จะฉลองชัยชนะเล็กๆ หากไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในทุกช่วงยี่สิบชั่วโมง เราจะบอกกันและกันว่า “วันนี้เป็นวันดี” ประโยคสั้นๆ นี้กลายเป็นสิ่งเตือนใจให้ขอบพระคุณสำหรับความช่วยเหลือของพระเจ้าในสิ่งเล็กน้อยที่สุด
สิ่งที่สอดแทรกอยู่ในสดุดี 126:3 ยิ่งเตือนใจเราถึงพระเมตตากรุณาของพระเจ้าและผลที่มีต่อเรา “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” ช่างเป็นถ้อยคำประเสริฐที่ควรจำไว้ในใจเมื่อเราระลึกถึงพระกรุณาที่พระเยซูทรงมีต่อเราที่กางเขน วันอันยากลำบากไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ทรงสำแดงพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้แก่เราแล้ว และ “ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (สดด.136:1)
เมื่อเราเคยผ่านสถานการณ์ยากลำบากและพบว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ การจดจำไว้จะช่วยได้มากเมื่อกระแสน้ำแห่งชีวิตเชี่ยวกรากในอนาคต เราอาจไม่ทราบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ผ่านสถานการณ์นั้นได้อย่างไร แต่พระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเราในอดีตจะช่วยให้เราวางใจว่าพระองค์ทรงทำได้
ผู้ที่เราต้องสรรเสริญ
ฉากรางหญ้าหลายฉากมีภาพนักปราชญ์หรือโหราจารย์มาเฝ้าพระเยซูที่เบธเลเฮมในเวลาเดียวกับคนเลี้ยงแกะ แต่ตามพระกิตติคุณมัทธิว ซึ่งเป็นพระธรรมเล่มเดียวที่บันทึกเรื่องราวของพวกเขา เหล่าโหราจารย์มาถึงภายหลัง พระเยซูไม่ได้ประทับในรางหญ้าในคอกสัตว์ของโรงแรมแล้ว แต่ประทับในเรือน มัทธิว 2:11 บอกเราว่า “ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ”
การตระหนักว่าโหราจารย์มาเยือนช้ากว่าที่เราคิด เป็นสิ่งเตือนใจที่ดีขณะที่เราเริ่มต้นปีใหม่ พระเยซูทรงสมควรจะรับการนมัสการอยู่เสมอ เมื่อวันหยุดผ่านไปและเรากลับสู่ชีวิตประจำวันตามปกติ เราก็ยังมีผู้ที่ต้องสรรเสริญ
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) ในทุกเทศกาล พระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเรา “เสมอไป” (มธ.28:20) เพราะพระองค์สถิตกับเราเสมอ เราจึงนมัสการพระองค์ในใจของเราทุกวันได้ และวางใจว่าพระองค์จะทรงสำแดงความสัตย์ซื่อของพระองค์ในปีที่จะมาถึง เช่นเดียวกับที่โหราจารย์แสวงหาพระองค์ ขอให้เราแสวงหาพระองค์เช่นกัน และนมัสการพระองค์ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด
อยากกลับบ้าน
ภรรยาเดินเข้ามาเห็นผมกำลังยื่นหน้าเข้าไปในตู้นาฬิกาโบราณ “ทำอะไรอยู่” เธอถาม ผมตอบอายๆ พร้อมปิดประตูตู้ว่า “นาฬิกานี้กลิ่นเหมือนบ้านพ่อแม่ผมเลย คุณอาจจะพูดว่าเหมือนผมได้กลับไปบ้านครู่หนึ่งก็ได้”
กลิ่นมีพลังปลุกความทรงจำเก่าๆ ได้ เราย้ายนาฬิกาเรือนนั้นข้ามประเทศจากบ้านพ่อแม่ผมมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่กลิ่นไม้ข้างในยังคงทำให้ผมหวนกลับไปในวัยเด็ก
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูพูดถึงคนที่ปรารถนาจะกลับบ้านในอีกแบบหนึ่ง แทนที่จะมองย้อนกลับไป พวกเขามองไปข้างหน้ายังบ้านในสวรรค์ด้วยความเชื่อ แม้สิ่งที่พวกเขาหวัง ดูจะอยู่ไกลแสนไกล แต่พวกเขาก็วางใจว่าพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อจะทรงรักษาพระสัญญาที่จะนำพวกเขาไปยังที่ซึ่งจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ฮบ.11:13-16)
ฟีลิปปี 3:20 เตือนเราว่า “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” และเราต้อง “รอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า” การตั้งตารอคอยพระเยซูและรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ผ่านทางพระองค์ จะช่วยให้เราจดจ่อถูกที่ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันก็ไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า
รักที่ไม่สิ้นสุด
เมื่อไม่นานมานี้ การลงจอดของเที่ยวบินหนึ่งมีความขลุกขลักอยู่บ้าง เรากระดอนซ้ายทีขวาทีบนทางวิ่งของเครื่องบิน ผู้โดยสารบางคนรู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ความเครียดหมดไปเมื่อเด็กหญิงสองคนด้านหลังผมร้องเชียร์ “เย้ เอาอีก”
เด็กเปิดรับการผจญภัยใหม่ๆ และมองชีวิตอย่างถ่อมใจด้วยตาที่เบิกกว้าง นี่อาจเป็นสิ่งที่พระเยซูนึกถึง เมื่อพระองค์ตรัสว่าเราต้อง “รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ” (มาระโก 10:15)
ชีวิตมักมีอุปสรรคและความปวดร้าวใจ เยเรมีย์เข้าใจเรื่องนี้ดี ท่านถูกขนานนามว่า “ผู้เผยพระวจนะเจ้าน้ำตา” แต่ท่ามกลางปัญหา พระเจ้าทรงหนุนใจท่านด้วยความจริงอันอัศจรรย์ว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” (เพลงคร่ำครวญ 3:22-23)
พระเมตตาสดใหม่ของพระเจ้าเข้ามาสัมผัสชีวิตเราได้ทุกขณะ พระเมตตาอยู่กับเราเสมอ และจะมองเห็นได้เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยความคาดหวังแบบเด็กๆ ด้วยการเฝ้าดูและรอคอยสิ่งซึ่งพระองค์เท่านั้นทำได้ เยเรมีย์รู้ว่าความดีของพระเจ้าไม่ได้ถูกนิยามจากสถานการณ์ปัจจุบันของเราและความสัตย์ซื่อของพระองค์ก็ใหญ่กว่าพื้นที่ขรุขระในชีวิต วันนี้จงมองหาพระเมตตาสดใหม่ของพระเจ้า
"เพราะเจ้าอธิษฐาน"
คุณทำอย่างไรเวลากังวล คุณเก็บความกังวลไว้ภายในใจ หรือมอบไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเบื้องบน
เมื่อพระราชาอัสซีเรียที่เหี้ยมโหดกำลังเตรียมจะทำลายเยรูซาเล็ม ทรงส่งสารมาถึงกษัตริย์เฮเซคียาห์ข่มขู่ว่า ยูดาห์ก็ไม่ต่างกับเมืองอื่นที่เคยยึดครองมา เฮเซคียาห์นำความนี้ไปยังนิเวศในกรุงเยรูซาเล็มและ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อพระพักตร์พระเจ้า” (อิสยาห์ 37:14) ท่านอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงช่วยเหลือ
จากนั้นไม่นาน ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกสิ่งที่พระเจ้าตรัสต่อเฮเซคียาห์ว่า “เพราะเจ้าได้อธิษฐานต่อเราเกี่ยวกับเซนนาเคอริบพระราชาแห่งอัสซีเรีย” (อิสยาห์ 37:21-22) พระคัมภีร์ระบุว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเฮเซคียาห์ในคืนนั้น โดยการอัศจรรย์ ทำให้กองทัพของข้าศึกที่อยู่นอกประตูเมืองพ่ายแพ้โดยที่ยังไม่ทันได้ “ยิงลูกธนู” (อิสยาห์ 37:33) เซนนาเคอริบไปจากเยรูซาเล็มโดยไม่ได้หวนกลับมาอีกเลย
คำสามคำที่พระเจ้าตรัสกับเฮเซคียาห์ก็คือ “เพราะเจ้าอธิษฐาน” เหตุการณ์นี้สอนวิธีที่ดีที่สุดแก่เราในการจัดการกับความกังวล เพราะเฮเซคียาห์หันหาพระเจ้า พระองค์จึงทรงช่วยกู้ท่านและประชาชนของท่าน ดังนั้นเมื่อเราเปลี่ยนความกังวลของเราเป็นการอธิษฐาน เราจะค้นพบว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง
สิ่งดีที่สุดรออยู่ข้างหน้า
วันที่ดีที่สุดของคุณผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง คำตอบและมุมมองชีวิตเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา ตอนอายุยังน้อย เรามองไปข้างหน้า อยากจะเติบโต แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราโหยหาอดีต อยากกลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง แต่เมื่อเราเดินกับพระเจ้า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด สิ่งดีที่สุดก็รออยู่ข้างหน้า
ตลอดชีวิตอันยาวนานของโมเสส ท่านได้เห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระเจ้าทรงทำ หลายเรื่องเกิดขึ้นตอนที่ท่านไม่หนุ่มแล้ว โมเสสอายุ 80 ปีตอนที่เข้าเฝ้าฟาโรห์และได้เห็นพระเจ้า ทรงไถ่คนของพระองค์จากการเป็นทาสอย่างอัศจรรย์ (อพย.3-13) โมเสสได้เห็นทะเลแยก เห็นมานาจากสวรรค์และได้สนทนากับพระเจ้า “สองต่อสอง” (อพย.14:21; อพย.16:4; อพย.33:11)
โมเสสดำเนินชีวิตด้วยความคาดหวัง รอคอยจะได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำ (ฮบ.11:24-27) ท่านอายุ 120 ปีในบั้นปลายชีวิต แม้ในขณะนั้นท่านก็รู้ว่าชีวิตของท่านกับพระเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้น และท่านจะได้เห็นความยิ่งใหญ่และความรักของพระเจ้าตลอดนิจนิรันดร์
ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด “พระเจ้าผู้ดำรงเป็นนิตย์เป็นที่อาศัยของท่าน และพระกรนิรันดร์รับรองท่านอยู่” (ฉธบ.33:27) และจะทรงนำเราสู่ความชื่นชมยินดีของพระองค์ทุกๆ วัน