ความช่วยเหลือที่พระเจ้าประทาน
เมื่อสก็อตต์ ทอมป์สันซึ่งเป็นชาวประมงพาณิชย์ตกจากเรือในคืนเดือนมืดที่ช่องแคบซานตาบาร์บาร่า นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียนั้น เขาไม่รู้ว่าตัวเขาจะรอดชีวิตหรือไม่ เขาว่ายน้ำตามเรืออย่างสุดกำลัง แต่เครื่องยนต์กำลังทำงานและเขาว่ายตามไม่ทัน ดังนั้น เขาจึงพยายามว่ายไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ไกลออกไปในความมืด ขณะเริ่มหมดหวัง ทอมป์สันได้ยินเสียงกระเพื่อมในน้ำเย็นใกล้ตัวเขา แมวน้ำฮาร์เบอร์ตัวหนึ่งว่ายไปกับเขาเป็นเวลาครู่หนึ่ง คอยดันเขาไปทางแท่นขุดเจาะ ห้าชั่วโมงต่อมา ทอมป์สันอธิบายหลังจากว่ายน้ำเป็นระยะทางไกลว่าแมวน้ำตัวนั้นเป็น “ทูตสวรรค์” ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือเขา
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูบรรยายถึงทูตสวรรค์ว่าเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอด” (ฮบ.1:14) ข้อความนี้เน้นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเยซู และย้ำว่าทูตสวรรค์ผู้น่าอัศจรรย์ใจและมีสง่าราศีนั้นดำรงอยู่เพื่อส่งเสริมพระประสงค์ของพระองค์ในการช่วยเราให้รอด พระเยซูทรงผดุง “โลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์” (ข้อ 3)
รอบตัวเรานั้นยังมีความจริงที่มองไม่เห็น คือพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มา เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยินดีตอบรับข่าวประเสริฐของพระเยซู บางครั้งช่วงเวลาค่ำคืนของเราอาจยาวนาน และเราอาจสงสัยว่าเราจะสามารถก้าวต่อไปได้หรือไม่ แต่พระองค์จะประทานความช่วยเหลือที่จำเป็นให้กับเราเสมอ ความช่วยเหลือที่จะผลักดันเราให้ก้าวต่อไปในพระองค์
พระเจ้าทรงดูแลเรา
เหล่าทูตสวรรค์อยู่ที่นั่นมาตลอด แต่ไม่มีใครที่ยังมีชีวิตอยู่เคยเห็นพวกเขาเลย พวกเขาถูกประดับไว้บนผนังโบสถ์โอลด์นอร์ทในเมืองบอสตัน เฝ้ามองลงมาจากที่สูง แต่พวกเขาถูกทาสีทับไว้หลายชั้นมานานกว่าศตวรรษแล้ว บันทึกของคริสตจักรระบุว่ามีการทำสัญญากับสมาชิกคนหนึ่งให้ทาสีพวกเขาในปี ค.ศ.1730 ขณะที่โบสถ์อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการบูรณะครั้งล่าสุดซึ่งเริ่มต้นในปี 2017 นำไปสู่การค้นพบทูตสวรรค์เหล่านี้
พระคัมภีร์พูดถึงสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีอยู่จริง ไม่ได้ถูกวาดขึ้น ซึ่งปรากฏในขณะที่ไม่มีผู้ใดตระหนักถึง ครั้งหนึ่ง ผู้เผยพระวจนะเอลีชาถูกกองทัพของพระราชาแห่งอารัมล้อมไว้ เมื่อคนใช้ของท่านเห็นกองทัพของศัตรูก็ร้องว่า “อนิจจา นายของข้าพเจ้า เราจะทำอย่างไรดี” (2 พกษ.6:15) “ท่านตอบว่า ‘อย่ากลัวเลย เพราะฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา’” (ข้อ 16) เอลีชาอธิษฐานขอให้ตาของคนรับใช้เบิกออก และ “เขาก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (ข้อ 17)
ทูตสวรรค์คือ “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอด” (ฮบ.1:14) เป็นผู้ส่งสารที่พระเจ้าทรงส่งมาช่วยเรา เราอาจจะมองเห็นหรือไม่เห็นพวกเขา แต่พวกเขาอยู่ที่นั่นเพราะพระเจ้าทรงมีหนทางในการดูแลเรามากเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ และนั่นควรเป็นเหตุผลให้เราสรรเสริญพระองค์เหมือนอย่างที่เหล่าทูตสวรรค์ทำ
หัวใจของผู้เลี้ยง
“มีลูกกวางติดอยู่ที่รั้ว!” เฮเธอร์ร้องบอกทิมผู้เป็นสามี เขาค่อยๆช่วยมันให้หลุดออกมา แต่ไม่เห็นแม่กวางอยู่ในบริเวณนั้น
บ่ายวันนั้น ทิมเห็นฝูงกวางออกมาจากป่าและกินหญ้าอยู่ไม่ไกล กวางตัวเมียตัวหนึ่งดูตื่นตัวเป็นพิเศษ ทิมสงสัยว่ามันอาจจะเป็นแม่กวาง เขาจึงค้นหาเสียงลูกกวางร้องที่เขาบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วเปิดเสียงดังผ่านลำโพง แม่กวางเริ่มเดินตามเขา เขาจึงพามันไปยังสถานที่ที่ลูกกวางซ่อนตัวอยู่ เมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระลูกกวางเริ่มดูดนมทันที แม่และลูกกวางได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการเป็นผู้เลี้ยงที่อ่อนโยนของทิม
พระเจ้าทรงปรารถนามากยิ่งกว่าที่จะดูแลประชากรของพระองค์และประทานเสรีภาพที่เราต้องการ ประชากรอิสราเอลล้มลงในบาปและถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” (อสค.34:11) เพราะพวกผู้นำชนชาติอิสราเอลปล่อยให้พวกเขา “กระจัดกระจายไป” (ข้อ 12) พระเจ้าตรัสว่า “เราจะเที่ยวหาแกะที่หาย และเราจะนำแกะที่หลงกลับมา” (ข้อ 16)
ผู้เชื่อในพระเยซูได้เห็นถึงความห่วงใยสูงสุดของพระเจ้าผ่านพระราชกิจการทรงตามหาและช่วยกู้เรา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ” (ยน.10:11) เมื่อเราหลงอยู่ในความบาปและตกเป็นเชลยของบาปเหล่านั้น พระองค์ทรงเลือกที่จะช่วยเราด้วยค่าไถ่อันมหาศาล ในวันนี้และทุกๆวัน เสรีภาพคือสิ่งที่ล้ำค่า ให้เราเฉลิมฉลองแด่พระผู้เลี้ยงผู้ประเสริฐ ผู้ทรงปลดปล่อยเราให้มีเสรีภาพ!
ใบหน้าที่ทอแสง
“น้องหน้าหวานจังค่ะ!” สัตวแพทย์อุทานขณะทำการตรวจสุขภาพประจำปีให้สุนัขวัยรุ่นของเรา “หน้าหวานหรือครับ” ผมถาม “เป็นคำที่ใช้เรียกสุนัขรีทรีฟเวอร์ที่ขนบนหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนวัยเหมือนมีน้ำตาลโรยค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม “มันเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนภายใน”
ต่อมาเมื่อหวนคิดถึงช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าเวลาที่คนอื่นพบผมคืออะไร พวกเขาสังเกตเห็นถึง “ความอ่อนโยนภายใน” ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชแห่งความรักของพระเยซูที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหัวใจและชีวิตของผมหรือไม่ พระคัมภีร์เล่าถึงช่วงเวลาอันน่าตื่นตะลึงเมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนายหลังจากใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าหลายวัน โมเสส “ก็ไม่ทราบว่าผิวหน้าของตนทอแสงเนื่องด้วยพระเจ้าทรงสนทนากับท่าน” ใบหน้าของท่านเปล่งประกายจนประชาชน “กลัวไม่กล้าเข้ามาใกล้ท่าน” (อพย.34:29-30) เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นตกใจมากขึ้น โมเสสจึง “ใช้ผ้าคลุมหน้าไว้” และปลดผ้าออกเมื่อ “เข้าเฝ้าทูลพระเจ้า” (ข้อ 33-35)
แน่นอนว่าโมเสสได้สนทนากับพระเจ้า “สองต่อสอง” (33:11) ซึ่งเป็นเหตุการณ์พิเศษเฉพาะในพระคัมภีร์ แต่พระวจนะยังได้เตือนเราด้วยว่า เราทั้งหลายที่รู้จักพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” (2 คร.3:18) การทรงสถิตของพระองค์ภายในเราสามารถทำให้ผู้อื่นประทับใจ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งความรักของพระเจ้า ใบหน้าของเราอาจไม่ได้ทอแสงเหมือนโมเสส แต่เมื่อเราใช้เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้า พระองค์จะยิ่งปรากฏชัดมากขึ้นในตัวของเรา
ความรักที่ติดตามไปไกล
“เราโบกมือจนพวกเขาลับสายตาไป นั่นเป็นวิธีที่บอกว่าเรารักพวกเขา” คำพูดของแม่ตอนที่ผมยังเป็นเด็กนี้ อธิบายถึงนิสัยของท่านกับพ่อเมื่อสมาชิกครอบครัวกลับมาเยี่ยมบ้านแล้วกลับไป พ่อกับแม่จะยืนข้างนอกและโบกมือให้คนที่จากไปจนกระทั่งพวกเขาลับสายตาไปไกล บางครั้งพวกท่านจะยืนตรงนั้นอยู่นาน แต่ก็ไม่เป็นไร เมื่อผมเองต้องจากบ้าน ผมจึงเข้าใจว่าทำไม
การเห็นพวกเขาโบกมือจากกระจกมองหลังทำให้ผมตื้นตันใจ และผมรู้สึกถึงความรักและความห่วงใย ผมยังคงบอกลาแขกที่มาเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยวิธีนี้เพื่อแสดงความรักต่อพวกเขา นี่เป็นนิสัยที่ผมหวังว่าลูกๆของผมจะสืบสานต่อไป
อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถแสดงความรักต่อครอบครัวของเราได้ คือการถ่ายทอดความรักของพระเจ้าตามพระคัมภีร์ เมื่อคนอิสราเอลเตรียมตัวข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าทรงสอนพวกเขาด้วยคำแนะนำแห่งชีวิตดังนี้ “จงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ [พระบัญญัติ] ไว้ในจิตในใจของท่านทั้งหลาย...จงสอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อทานนอนลงหรือลุกขึ้น” (ฉธบ.11:18-19)
ถ้อยคำเหล่านี้จะสำเร็จอย่างบริบูรณ์ในวันหนึ่งภายใต้ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเยซู ผู้ทรงสัญญาว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป” (มธ.28:20) เมื่อเราแบ่งปันความจริงและพระเมตตาของพระองค์ เราไว้วางใจได้ว่าความรักของพระองค์จะเอาชนะความห่างไกลทั้งปวงได้
ทรงสัตย์ซื่อและทรงให้อภัย
“นี่ไม่ใช่ความผิดของผม!” ฮาน โซโลกล่าวในเรื่อง สตาร์วอส์ ตอน จักรวรรดิโต้กลับ เมื่อยานของเขาถูกโจมตีและดูเหมือนจะไม่มีทางหนีเพียงเพราะยานไม่ได้รับการซ่อมแซม เมื่อเขาพูดประโยคนี้ คุณคงสงสัยว่าเขาน่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสถานการณ์นี้ เพียงแต่เขาไม่ต้องการจะยอมรับมัน
ผมก็เคยเป็นเช่นนั้น บางครั้งเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะโยนความผิดให้ใครบางคนหรือบางสิ่งแทนที่เราจะยอมรับผิดชอบเอง พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่านิสัยนี้มีมาตั้งแต่บาปครั้งแรก ทั้งอาดัมและเอวาทำเช่นนี้ (ปฐก.3:11-13) และรวมไปถึงอาโรน ขณะโมเสสอยู่กับพระเจ้าบนภูเขาซีนายเพื่อรับพระบัญญัติสิบประการ พระเจ้าตรัสกับท่านว่า ประชากรที่พระองค์ทรงปลดปล่อยจากการเป็นทาส ได้หันหลังให้กับพระองค์และกราบไหว้รูปเคารพ (อพย.32: 7-8) เมื่อโมเสสกลับลงมาและต่อว่าอาโรน (ที่ดูแลแทนโมเสส) อาโรนตอบกลับว่า “ท่านก็รู้จักประชาชนพวกนี้แล้วว่า เขาเอนเอียงไปในทางชั่ว” (ข้อ 22) จากนั้นจึงพยายามหาข้อแก้ตัวเกี่ยวกับรูปเคารพที่ตัวเองหล่อขึ้นว่า “เขาก็มอบทองคำให้แก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจึงโยนลงไปในไฟ แล้วโคนี้ก็ออกมา” (ข้อ 24)
แม้เราจะจงใจทำผิด แต่พระเจ้าทรงพร้อมที่จะให้อภัย หากเรายอมรับต่อพระองค์ถึงความผิดที่เราได้ทำ พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่า พระองค์ทรง “สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา” (1 ยน.1:9) เมื่อได้รับการอภัยและการยอมรับจากพระองค์ เราจึงสามารถเปิดเผยความแหลกสลายของเรากับพระเจ้า ผู้ทรงยอมรับผิดแทนเราบนไม้กางเขน ทั้งหมดนี้ก็เพราะความรักที่สมบูรณ์แบบและเสียสละของพระองค์
ความดีของพระเจ้า
“โอ้ ไม่นะ!” นั่นคือเสียงร้องของผมขณะเปิดรังผึ้งและพบว่าผึ้งทั้งรังตายหมดโดยไม่คาดคิด ผึ้งรังนี้เป็นผึ้งที่แข็งแรงและมีน้ำผึ้งอยู่เต็มรัง ผมเอาใจใส่ดูแลพวกมันตลอดฤดูหนาวที่ไม่รุนแรงนี้และตั้งใจจะเก็บน้ำผึ้งก่อนเวลา แต่ความหนาวเย็นเฉียบพลันที่เกิดในช่วงที่อากาศอบอุ่นทำให้ผึ้งตายยกรัง
ผมตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น “คนเลี้ยงผึ้งหลายๆคนสูญเสียรังผึ้งในช่วงเวลานี้เหมือนกัน” เขายืนยันกับผม ฤดูหนาวที่อากาศไม่หนาวจัดเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผึ้ง แม้กับรังที่แข็งแรง ผึ้งกระพือปีกเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับรังของมันในฤดูหนาว แต่เมื่ออากาศอุ่นขึ้น ผึ้งจะเหน็ดเหนื่อยกับการออกไปหาอาหารมาเพิ่มเติม หากอากาศเย็นลงเฉียบพลัน พวกมันจึงไม่มีแรงที่จะรักษาความอบอุ่นให้กับรัง สิ่งที่ขัดจังหวะพวกมันนำมาซึ่งหายนะ
แม้แต่สิ่งที่ดีก็อาจเป็นอันตรายต่อเราเมื่อมันทำให้เราหันออกจากสิ่งที่สำคัญที่สุด โมเสสเตือนประชากรของพระเจ้าในเรื่องนี้หลังจากที่พวกเขาออกจากอียิปต์ ก่อนจะเข้าสู่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทาน แผ่นดินซึ่งเต็มไปด้วย “เรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้” (ข้อ 11) “เมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ” โมเสสเตือนว่า “จงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์” (ข้อ 11-12)
การระลึกถึงพระเจ้าเมื่อเราได้รับพระพรจะช่วยเตือนเราเพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่ง “ของประทานอันดีทุกอย่าง” (ยก.1:17) เมื่อเราตอบสนองด้วยความถ่อมใจต่อความแสนดีของพระเจ้า ด้วยการรักพระองค์อย่างสุดจิต สุดใจและสุดกำลังของเรา (ฉธบ.6:5) เราจะพบพระพรที่ดีที่สุดในพระองค์
เมื่อความรักปรากฏขึ้น
อาสาสมัครของพันธกิจบรรเทาทุกข์คริสเตียนที่ช่วยเหลือเหยื่อพายุเฮอริเคนเฮเลนที่บ้านเรือนถูกทำลายถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า “คุณร้องไห้ทำไม” หญิงนั้น (ซึ่งร้องไห้โฮออกมาก่อนหน้านี้) ตอบว่า “ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะสูญเสียทุกอย่างไป ฉันร้องไห้เพราะฉันเห็นความรักปรากฏขึ้น”
พระทัยของพระเจ้าสำแดงผ่านการที่พระองค์ทรงต้องการให้เราช่วยเหลือผู้ขัดสน เมื่อโมเสสมอบคำสั่งของพระเจ้าให้กับคนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้นั้น ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่ามีใจแข็ง” ต่อคนที่ยากจน “แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา” (ฉธบ.15:7-8) หัวใจที่พวกเขามีต่อคนยากจนควรสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้า “ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย” (15:10)
ไม่ว่าในสถานการณ์เลวร้ายหรือในชีวิตประจำวัน เมื่อเราแบ่งปันพระพรที่พระเจ้าทรงเมตตาประทานแก่เราให้กับผู้ที่ขัดสน เราก็ได้สำแดงออกถึงความรักของพระบุตรพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อ “นำข่าวดีมายังคนยากจน” (ลก.4:18) แท้จริงแล้ว พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะทรง “อวยพร” ผู้ที่แบ่งปันพระพรของพระองค์แก่ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว (ฉธบ.15:10) ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า (ดู ลก.14:14) เรายังมองไม่เห็นพระเจ้า แต่คนอื่นอาจมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของพระองค์เมื่อเราแสดงความเมตตาของพระองค์ต่อพวกเขา ขอให้ความรักของพระองค์ปรากฏขึ้นเป็นความเมตตาผ่านตัวเราในวันนี้
ความกรุณาที่มองไม่เห็น
ใบหน้านั้นปรากฏอยู่ที่นั่นตลอดเวลาแต่ไม่มีใครรู้ เมื่อเซอร์โจชัว เรย์โนลด์วาดภาพ การเสียชีวิตของพระคาร์ดินัลแห่งโบฟอร์ต ในปี ค.ศ. 1789 เขาได้ใส่ใบหน้าของปีศาจไว้ในความมืดด้านหลังชายที่กำลังจะตาย เรย์โนลด์วาดภาพจากฉากที่บรรยายไว้ในบทละครของเชกสเปียร์ที่กล่าวถึงการปรากฏตัวของ “ปีศาจจอมยุ่ง” ได้อย่างแม่นยำ แต่บางคนไม่ชอบที่เขาตีความตามตัวอักษร หลังจากเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1792 ใบหน้าของปีศาจก็ถูกวาดทับและถูกลืมไป การอนุรักษ์งานศิลป์เมื่อไม่นานมานี้ได้เผยให้เห็นใบหน้าของปีศาจภายใต้การวาดทับและการเคลือบเงาไว้หลายชั้น
พระคัมภีร์กล่าวถึงความเป็นจริงฝ่ายวิญญาณรอบตัวที่ตาเรามองไม่เห็น อันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงปกครองด้วยอำนาจสูงสุด เมื่อเอลีชาถูกปิดล้อมด้วย “กองทัพพร้อมกับม้าและรถรบ” ของศัตรู คนรับใช้ของเอลีชาก็ตกใจกลัว และถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี” เอลีชาตอบว่า “ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา” แล้วท่าน “อธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น’” ทันใดนั้นคนรับใช้ “ก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (2 พกษ.6:14-17)
เหล่าม้าและรถรบเพลิงทำให้รู้ว่ามีทูตสวรรค์อยู่ที่นั่นเพื่อปกป้องเอลีชา นี่เป็นหนึ่งในพระวจนะหลายตอนซึ่งยืนยันถึงความจริงที่ปลอบประโลมใจว่าพระเจ้าทรงเฝ้าคุ้มกันเราในโลกที่อันตรายคอยดักซุ่มอยู่และสงครามฝ่ายวิญญาณที่โหมกระหน่ำ ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด ช่างเป็นการดีเหลือเกินที่รู้ว่าไม่มีสิ่งใด “กระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า”ได้ (รม.8:39)