ความดีของพระเจ้า
“โอ้ ไม่นะ!” นั่นคือเสียงร้องของผมขณะเปิดรังผึ้งและพบว่าผึ้งทั้งรังตายหมดโดยไม่คาดคิด ผึ้งรังนี้เป็นผึ้งที่แข็งแรงและมีน้ำผึ้งอยู่เต็มรัง ผมเอาใจใส่ดูแลพวกมันตลอดฤดูหนาวที่ไม่รุนแรงนี้และตั้งใจจะเก็บน้ำผึ้งก่อนเวลา แต่ความหนาวเย็นเฉียบพลันที่เกิดในช่วงที่อากาศอบอุ่นทำให้ผึ้งตายยกรัง
ผมตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น “คนเลี้ยงผึ้งหลายๆคนสูญเสียรังผึ้งในช่วงเวลานี้เหมือนกัน” เขายืนยันกับผม ฤดูหนาวที่อากาศไม่หนาวจัดเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผึ้ง แม้กับรังที่แข็งแรง ผึ้งกระพือปีกเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับรังของมันในฤดูหนาว แต่เมื่ออากาศอุ่นขึ้น ผึ้งจะเหน็ดเหนื่อยกับการออกไปหาอาหารมาเพิ่มเติม หากอากาศเย็นลงเฉียบพลัน พวกมันจึงไม่มีแรงที่จะรักษาความอบอุ่นให้กับรัง สิ่งที่ขัดจังหวะพวกมันนำมาซึ่งหายนะ
แม้แต่สิ่งที่ดีก็อาจเป็นอันตรายต่อเราเมื่อมันทำให้เราหันออกจากสิ่งที่สำคัญที่สุด โมเสสเตือนประชากรของพระเจ้าในเรื่องนี้หลังจากที่พวกเขาออกจากอียิปต์ ก่อนจะเข้าสู่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทาน แผ่นดินซึ่งเต็มไปด้วย “เรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้” (ข้อ 11) “เมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ” โมเสสเตือนว่า “จงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์” (ข้อ 11-12)
การระลึกถึงพระเจ้าเมื่อเราได้รับพระพรจะช่วยเตือนเราเพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่ง “ของประทานอันดีทุกอย่าง” (ยก.1:17) เมื่อเราตอบสนองด้วยความถ่อมใจต่อความแสนดีของพระเจ้า ด้วยการรักพระองค์อย่างสุดจิต สุดใจและสุดกำลังของเรา (ฉธบ.6:5) เราจะพบพระพรที่ดีที่สุดในพระองค์
เมื่อความรักปรากฏขึ้น
อาสาสมัครของพันธกิจบรรเทาทุกข์คริสเตียนที่ช่วยเหลือเหยื่อพายุเฮอริเคนเฮเลนที่บ้านเรือนถูกทำลายถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า “คุณร้องไห้ทำไม” หญิงนั้น (ซึ่งร้องไห้โฮออกมาก่อนหน้านี้) ตอบว่า “ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะสูญเสียทุกอย่างไป ฉันร้องไห้เพราะฉันเห็นความรักปรากฏขึ้น”
พระทัยของพระเจ้าสำแดงผ่านการที่พระองค์ทรงต้องการให้เราช่วยเหลือผู้ขัดสน เมื่อโมเสสมอบคำสั่งของพระเจ้าให้กับคนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้นั้น ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่ามีใจแข็ง” ต่อคนที่ยากจน “แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา” (ฉธบ.15:7-8) หัวใจที่พวกเขามีต่อคนยากจนควรสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้า “ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย” (15:10)
ไม่ว่าในสถานการณ์เลวร้ายหรือในชีวิตประจำวัน เมื่อเราแบ่งปันพระพรที่พระเจ้าทรงเมตตาประทานแก่เราให้กับผู้ที่ขัดสน เราก็ได้สำแดงออกถึงความรักของพระบุตรพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อ “นำข่าวดีมายังคนยากจน” (ลก.4:18) แท้จริงแล้ว พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะทรง “อวยพร” ผู้ที่แบ่งปันพระพรของพระองค์แก่ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว (ฉธบ.15:10) ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า (ดู ลก.14:14) เรายังมองไม่เห็นพระเจ้า แต่คนอื่นอาจมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของพระองค์เมื่อเราแสดงความเมตตาของพระองค์ต่อพวกเขา ขอให้ความรักของพระองค์ปรากฏขึ้นเป็นความเมตตาผ่านตัวเราในวันนี้
ความกรุณาที่มองไม่เห็น
ใบหน้านั้นปรากฏอยู่ที่นั่นตลอดเวลาแต่ไม่มีใครรู้ เมื่อเซอร์โจชัว เรย์โนลด์วาดภาพ การเสียชีวิตของพระคาร์ดินัลแห่งโบฟอร์ต ในปี ค.ศ. 1789 เขาได้ใส่ใบหน้าของปีศาจไว้ในความมืดด้านหลังชายที่กำลังจะตาย เรย์โนลด์วาดภาพจากฉากที่บรรยายไว้ในบทละครของเชกสเปียร์ที่กล่าวถึงการปรากฏตัวของ “ปีศาจจอมยุ่ง” ได้อย่างแม่นยำ แต่บางคนไม่ชอบที่เขาตีความตามตัวอักษร หลังจากเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1792 ใบหน้าของปีศาจก็ถูกวาดทับและถูกลืมไป การอนุรักษ์งานศิลป์เมื่อไม่นานมานี้ได้เผยให้เห็นใบหน้าของปีศาจภายใต้การวาดทับและการเคลือบเงาไว้หลายชั้น
พระคัมภีร์กล่าวถึงความเป็นจริงฝ่ายวิญญาณรอบตัวที่ตาเรามองไม่เห็น อันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงปกครองด้วยอำนาจสูงสุด เมื่อเอลีชาถูกปิดล้อมด้วย “กองทัพพร้อมกับม้าและรถรบ” ของศัตรู คนรับใช้ของเอลีชาก็ตกใจกลัว และถามว่า “เราจะทำอย่างไรดี” เอลีชาตอบว่า “ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา” แล้วท่าน “อธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น’” ทันใดนั้นคนรับใช้ “ก็ได้เห็นและดูเถิด ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา” (2 พกษ.6:14-17)
เหล่าม้าและรถรบเพลิงทำให้รู้ว่ามีทูตสวรรค์อยู่ที่นั่นเพื่อปกป้องเอลีชา นี่เป็นหนึ่งในพระวจนะหลายตอนซึ่งยืนยันถึงความจริงที่ปลอบประโลมใจว่าพระเจ้าทรงเฝ้าคุ้มกันเราในโลกที่อันตรายคอยดักซุ่มอยู่และสงครามฝ่ายวิญญาณที่โหมกระหน่ำ ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด ช่างเป็นการดีเหลือเกินที่รู้ว่าไม่มีสิ่งใด “กระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า”ได้ (รม.8:39)
ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า
ภาพวาดนั้นถูกแขวนลืมอยู่บนผนังบ้านหลังหนึ่งมาเป็นเวลานานโดยไม่มีใครสังเกต จนกระทั่งวันหนึ่งภาพวาดนั้นหล่นลงมา เมื่อถูกส่งไปซ่อม ช่างซ่อมงานศิลปะพบว่าภาพนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของเรมบรันต์ที่สูญหายไปนาน ชื่อว่า การนมัสการของโหราจารย์ (The Adoration of the Magi) ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าภาพที่เหลืออยู่เป็นเพียงภาพเลียนแบบ แต่ภาพวาดต้นฉบับอยู่ที่นี่แล้ว ส่งผลให้มูลค่าของภาพวาดนั้นพุ่งขึ้นเป็นหลายร้อยล้านดอลลาร์ในทันที
พระคัมภีร์ได้วาดอีกภาพที่มูลค่าของมันถูกประเมินว่าต่ำต้อยและถูกลืมเลือน ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ซึ่งได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้บอกกับประชากรของพระเจ้าว่า แม้พวกเขาจะถูกพาตัวไปยังดินแดนของชาวต่างชาติที่ซึ่งพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานและถูกเหยียดหยาม แต่พระองค์จะยังทรงอยู่เคียงข้างพวกเขา พระองค์ยืนยันกับพวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา” (อสย.43:1) แม้ว่าพวกเขาจะ “ลุยข้ามน้ำ” และ “ลุยไฟ” (ข้อ 2) แต่ความสัตย์ซื่อของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง โดยถ้อยคำที่ชี้ไปถึงการมาแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าวันหนึ่งพระองค์จะฟื้นฟู “ทุกคนที่เขาเรียกตามชื่อของเรา” (ข้อ 7) และนำพวกเขากลับบ้านมาหาพระองค์
วันหนึ่งพระเจ้าจะทรงรวบรวมทุกคนที่เป็นของพระองค์ เพราะพวกเขา “ประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4) เราแต่ละคนเป็นเหมือนภาพต้นฉบับ! องค์พระผู้สร้างทรงเห็นคุณค่าของเราเพราะพระกรุณาและพระเมตตาของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด โลกอาจมองข้ามเรา แต่พระองค์จะไม่มีวันมองข้ามเราเลย
คิดราคาดูเสียก่อน
คนในพื้นที่เรียกถนนเส้นนี้ว่า “ถนนที่ไปไม่ถึงไหน” แต่ชื่ออย่างเป็นทางการคือ เลควิวไดร์ฟ (ถนนเลียบวิวทะเลสาบ) เป็นเส้นทางยาวเกือบสิบกิโลเมตรที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบฟอนทาน่า ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขาเกรทสโมคกี้ใกล้กับเมืองไบรสันซิตี้ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า สุดถนนนี้จะเป็นอุโมงค์ยาว 400 เมตรที่สร้างจากการระเบิดหินแกรนิตบนไหล่เขา แต่การก่อสร้างหยุดลงกระทันหัน รัฐบาลได้ใช้เงินไปหลายร้อยล้านดอลล่าร์จนกระทั่งพบข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และต่อมาจึงยุติโครงการ
พระเยซูผู้ทรงมีอาชีพเป็นช่างไม้ ครั้งหนึ่งทรงเล่าอุปมาเรื่องการก่อสร้างโดยคิดถึงต้นทุนในการติดตามพระองค์ “ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก” พระองค์ตรัส “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่” (ลก.14:28) ตามด้วยอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับกษัตริย์ที่คำนึงถึงต้นทุนในการทำศึกซึ่งสะท้อนประเด็นเดียวกัน จากการตรัสกับ “คนเป็นอันมาก[ที่]ได้ไปกับพระองค์”(ข้อ 25) พระคริสต์ทรงต้องการให้พวกเขารู้ว่าการเชื่อและติดตามพระองค์อย่างจริงใจนั้นมีต้นทุน
การติดตามพระเยซูเพียงเพราะสิ่งที่พระองค์จะทรงทำเพื่อเราคือ “ถนนที่ไปไม่ถึงไหน” แต่การติดตามเพราะ ตัวของพระองค์ เองนั้น จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ซึ่งก็คือการหันจากบาปและตั้งใจทุกวันที่ตัวเราเองจะดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ (โดยแบก “กางเขน” ของเราที่พระองค์ทรงวางไว้ในข้อ 27) ดังนั้นเราจึงมีต้นทุนที่จะต้องคิดคำนวน แต่พระองค์ทรงมีคุณค่าคู่ควรกับต้นทุนนั้น
ยิ่งใหญ่พอที่จะดูแล
พระเจ้าทรงดูแลคนทั้งหมดนี้ได้อย่างไรกัน ความคิดนี้ผุดขึ้นมาขณะที่ผมก้าวออกจากชานชาลารถไฟที่พลุกพล่านในเมืองที่แออัด ห่างจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ผมเป็นวัยรุ่นที่เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก และรู้สึกพรั่นพรึงกับขนาดของโลกที่อยู่รอบตัว เมื่อเทียบดูแล้วผมรู้สึกตัวเองช่างเล็กน้อย และสงสัยว่าพระเจ้าจะทรงรักคนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร
ผมยังไม่เข้าใจขอบเขตอันกว้างขวางของความรักที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ ผู้เผยพระวจนะโยนาห์ก็ไม่อาจเข้าใจเช่นกัน ในที่สุดเมื่อโยนาห์เชื่อฟังการทรงเรียกของพระเจ้าให้ไปประกาศการกลับใจแก่เมืองนีนะเวห์ เมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรียอันโหดร้ายซึ่งกดขี่อิสราเอลบ้านเกิดของท่านโยนาห์ไม่ต้องการให้พระเจ้ายกโทษพวกเขา แต่ชาวเมืองนั้นกลับใจ เมื่อพระเจ้ามิได้ทรงทำลายพวกเขา โยนาห์ก็โกรธ พระเจ้าทรงให้พืชที่โตเร็วเป็นที่กำบังแก่โยนาห์ แต่แล้วก็ทรงเอาร่มเงาของท่านไป ทำให้ท่านโกรธยิ่งขึ้นไปอีก โยนาห์บ่น แต่พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าหวงต้นไม้...ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน” (ยนา.4:10-11)
พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่พอที่จะทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์ ความรักของพระองค์ซึ่งครอบคลุมความยาวของไม้กางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่าของพระเยซู นั้นก็เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดของเรา ความยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นสำแดงให้เห็นในความประเสริฐของพระองค์ และพระองค์ปรารถนาที่จะนำเราเข้ามาใกล้พระองค์
การพึ่งพาพระเจ้า
“โอ้ หลานดูเคร่งเครียดเชียว!” ผมพูดกับเลย์ลานิหลานสาววัยสิบสัปดาห์ เธอกำลังพิจารณาใบหน้าของผมด้วยคิ้วที่ขมวดขณะผมกำลังพูดกับเธอ “ตาก็คงเครียดเหมือนกันเมื่อมองดูโลกนี้” ผมพูดต่อ “แต่หลานรู้ใช่ไหมว่า แม่รักหนู พ่อก็รักหนู และบาบากับพาพา (ชื่อเล่นของพวกเราในฐานะตายาย) ก็รักหนูด้วยเหมือนกัน แต่ที่ดีที่สุดคือ พระเยซูรักหนู! และนั่นคือทุกสิ่ง!”
แล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เหมือนก้อนเมฆเผยให้เห็นดวงอาทิตย์ที่โผล่ออกมา รอยย่นหายไปจากคิ้วของเธอ และใบหน้าเล็กๆของเธอสดใสขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ใจผมละลาย เช่นเดียวกับตายายส่วนใหญ่ ผมอยากจะเชื่อว่าเธอเข้าใจผมแม้อาจดูมากเกินจริงไปสักหน่อย แต่เธออาจจับความยินดีที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผมได้ ความสุขที่เรียบง่ายและไร้เดียงสาที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอทำให้ผมนึกถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า เราต้อง “รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ” (มก.10:15)
พระเยซูตรัสคำเหล่านั้นเมื่อ “ผู้คนพาเด็กเล็กๆ” มาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ “ทรงถูกต้องตัวเด็กนั้น” และอวยพรพวกเขา แต่ “เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้” (ข้อ 13,16) ด้วยคิดว่าพระเยซูทรงยุ่งหรือสำคัญเกินไป และนั่นทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย (ข้อ 14-15)
เด็กๆมีความถ่อมใจและความไว้วางใจโดยธรรมชาติ ในการที่จะรับพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์นั้น เราเองต้องหันจากความเย่อหยิ่งและยอมรับว่าเราต้องการพระองค์ในทุกสิ่ง เมื่อเราทำเช่นนั้น พระองค์จะทรงเปลี่ยนความสิ้นหวังของโลกนี้ให้เป็นพระสัญญาแห่งชีวิตที่มีในพระเจ้าไปตลอดนิรันดร์ และนั่นควรจะทำให้เรายิ้มได้
สัตย์ซื่ออยู่เป็นนิตย์
ภัยพิบัติจากไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาคือไฟป่าเพชติโกทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเกิดขึ้นในคืนเดียวกับไฟป่าชิคาโกอันโด่งดัง (8 ตุลาคม ค.ศ. 1871) แต่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่าหลายร้อยคน เพชติโกเมืองแห่งอาคารไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไม้ ถูกเผาผลาญภายในหนึ่งชั่วโมงโดยไฟที่โหมกระหน่ำจากลมกรรโชกแรง นอกจากเครื่องเคลือบดินเผาและเตาเผาแล้ว ท่ามกลางของไม่กี่ชิ้นที่เหลือรอดนั้นมีพระคัมภีร์เล่มเล็กๆที่เปิดอยู่ เปลวไฟเผาไหม้ปกจนเกรียมและความร้อนอันรุนแรงทำให้หน้าหนังสือกลายเป็นหิน พระคัมภีร์เล่มนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์ และปัจจุบันจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ในเมือง
การที่พระคัมภีร์เล่มเล็กๆนี้รอดมาได้ทำให้นึกถึงพระสัญญาที่พระเจ้าประ-ทานแก่ประชากรของพระองค์ในช่วงเวลายากลำบากที่ “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อสย.40:8) แม้จะถูกคุกคามด้วย “พายุเพลิง” แห่งการถูกรุกรานและถูกเนรเทศ แต่พระเจ้ายืนยันว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อสัญญาของพระองค์และจะไม่ทรงละทิ้งผู้ที่หันมาหาพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
พระคัมภีร์ในเมืองเพชติโกซึ่งยังอ่านได้บางส่วนนั้นเปิดอยู่ที่สดุดีบทที่ 106 และ 107 โดยข้อแรกของสดุดีทั้งสองบทประกอบด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” แม้ในยามที่ต้องเผชิญความยากลำบากครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ถ้อยคำและความรักของพระองค์ก็ไม่เคยสั่นคลอน และเพราะเหตุนี้เราจะขอบพระคุณพระองค์ตลอดไป
รักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อ
“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติด วันหนึ่งขณะที่เราดื่มกาแฟด้วยกัน เขาได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาผ่านคำอธิษฐานของแม่ “แม้ผมจะทำให้เธอผิดหวังอย่างมาก แต่เธอยังคงรักผมโดยอธิษฐานเผื่อผม ชีวิตผมมีปัญหามาก ถ้าแม่ไม่อธิษฐานเผื่อผม มันคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก”
พระธรรมซามูเอลในพันธสัญญาเดิมก็มีเรื่องราวของคนที่แสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและผู้อื่นด้วยการอธิษฐานเผื่อ ในวันที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ที่เมืองมิสปาห์ ผู้เผยพระวจนะซามูเอลก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะประชาชนได้เชื่อวางใจและฝากความหวังของพวกเขาไว้กับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า
ในขณะที่ผู้คนมาชุมนุมกัน พระเจ้าทรงสำแดงความกริ้วของพระองค์ผ่านพายุนอกฤดู ซึ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง (1 ซมอ.12:16-18) เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ซามูเอลอธิษฐานแทนพวกเขา ท่านตอบว่า “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)
การตอบสนองของซามูเอลย้ำเตือนเราว่า การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในใจและในชีวิตของเรา เมื่อเรารักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขานั้น เราก็ได้เปิดประตูเพื่อจะเห็นและเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวสามารถทำได้ และเราจะไม่อยากพลาดสิ่งนั้นแน่นอน