กล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า
ตอนที่ฉันเป็นผู้นำในพันธกิจเพื่อแม่ของเด็กก่อนวัยเรียนนั้น เราพยายามหาภาพที่จะอธิบายถึงภาระหน้าที่ของแม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดน้ำมูก การเก็บของเล่น ปรากฏว่าภาพนั้นอยู่ตรงหน้าเราพอดี นั่นคือกล่องน้ำผลไม้ที่ยุบตัวแฟบลง บรรดาแม่ๆอาจรู้สึกเหมือนกล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า พันธกิจนี้จะช่วยเหลือโดยการนำพวกเธอไปสู่แหล่งน้ำแห่งชีวิตที่สามารถเติมเต็มพวกเธอได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือพระเยซู
ในยอห์น 7 พระเยซูเสด็จไปร่วมในเทศกาลอยู่เพิง (ข้อ 10) เพื่อระลึกถึงการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าในระหว่างที่คนอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเทศกาลนี้จะมีพิธีเทน้ำบนแท่นบูชาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความชุ่มชื้น และเป็นการทำนายถึงฝนในฝ่ายวิญญาณที่พระเมสสิยาห์จะทรงนำมา พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จเป็นจริงตามที่เทศกาลโบราณคาดหวังไว้ “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’” (ข้อ 37-38)
บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่า อ่อนล้าจากการต้องดูแลผู้อื่น หมดแรงจากการทำงาน เหน็ดเหนื่อยจากความรับผิดชอบในแต่ละวัน ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดทำให้เรารู้สึกเหือดแห้งหมดพลัง! แต่เมื่อเราดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระองค์จะประทานน้ำพุแห่งชีวิตในใจของเราเพื่อทำให้เราสดชื่นและเติมกำลังให้เรา ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องดูแลและความห่วงกังวลนั้นจะดูดพลังไปจากเราเพียงใดก็ตาม
โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง
คุณเคยรู้สึกเหมือนเป็นคนหลอกลวงไหม คุณไม่ได้เป็นคนเดียว! ช่วงปลายทศวรรษ 1970 นักวิจัยสองคนระบุว่า “โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง” คือสภาวะของการสงสัยในทักษะ พรสวรรค์หรือความสามารถของตนและตีความตนเองว่าเป็นคนหลอกลวง แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จและเก่งก็ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ โดยกังวลว่าถ้าใครแอบมองเบื้องหลังชีวิตของตน ก็จะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รู้อะไรมากนัก
ในศตวรรษแรกเปาโลแนะนำผู้คนที่คริสตจักรโรมให้ถ่อมตัว โดย “อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม” (รม.12:3) เราเข้าใจถึงความสำคัญที่จะต้องไม่ยกย่องความสามารถของตนเอง แต่เราก็ทำเกินไปเมื่อเราสงสัยในคุณค่าของตัวเอง จนทำให้ผู้อื่นไม่ได้รับพระพรจากของประทานที่พระเจ้าต้องการให้เราใช้เพื่อรับใช้พระองค์ การพิจารณาตนเองอย่าง “ถ่อมสุขุม” (ข้อ 3) คือการประเมินค่าอย่างมีสติโดยคำนึงถึงความเป็นจริงในความสามารถที่เราจะทำได้ เปาโลกระตุ้นให้เราเอาชนะความลังเล ยอมรับตัวเองตามที่เราเป็นให้ “สมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่ [เราแต่ละคน]” (ข้อ 3) ด้วยวิธีนี้ ผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระเจ้าก็จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น (ข้อ 4-8)
แทนที่จะลดทอนคุณค่าของการมอบถวายของเราด้วยโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ให้เรามาน้อมรับของประทานจากพระเจ้าที่อยู่ในตัวเรา เมื่อเรายอมรับพระคุณของพระองค์ไว้ด้วยใจขอบพระคุณ เราก็จะไม่มองตัวเองสูงหรือต่ำเกินไป เมื่อทำเช่นนี้เราก็ทำให้พระบิดาพอพระทัยและช่วยเสริมสร้างผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์
การเจ็บปวดร่วม
ตอนที่นิ้วนางของฉันได้รับบาดเจ็บ ฉันคาดว่าจะต้องทนเจ็บไปอีกหลายเดือนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ขณะที่ฉันทำท่าบริหารตามที่แพทย์แนะนำ นิ้วที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มปวดตุบๆ ฉันจึงปรึกษาแพทย์ “การเจ็บปวดร่วม” เขากล่าว เส้นประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างนิ้วนางและนิ้วก้อยทำให้เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากนิ้วหนึ่งเจ็บ อีกนิ้วก็จะเจ็บไปด้วย
อัครทูตเปาโลใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชากรของพระเจ้า ใน 1 โครินธ์ 12:21-26 ท่านย้ำว่าอวัยวะแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานที่สมบูรณ์ของทั้งร่างกาย จากนั้นท่านจึงให้ความสนใจกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อเราเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน “ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย” (ข้อ 26) คำอธิบายเรื่องความเชื่อมโยงถึงกันของคริสตจักรสะท้อนอยู่ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะเราควร “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” และ “ช่วยรับภาระของกันและกัน” (รม.12:15; กท.6:2)
วันนี้ เวลาที่ฉันยื่นมือออกไปทักทายใครสักคนหรือหยิบจับช้อนเพื่อเตรียมอาหารสำหรับแขก ฉันสังเกตว่านิ้วนางและนิ้วก้อยของฉันรู้สึกตึงๆ ส่วนต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานร่วมกันเพื่อสื่อสารความเจ็บปวดและเสริมสร้างซึ่งกันและกันเพื่อสุขภาพที่ดี ฉันขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยว่า เราจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์ โดยผ่านการเจ็บปวดร่วมนี้
อิสรภาพที่พระเจ้าประทาน
ทีมภูมิสถาปนิกได้ศึกษาผลกระทบของการสร้างรั้วรอบสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล ในสนามเด็กเล่นที่ไม่มีรั้วกั้น เด็กๆมักจะรวมตัวกันอยู่ใกล้อาคารเรียนและใกล้ครูโดยไม่เดินเล่นไปไกล แต่ในสนามเด็กเล่นที่มีรั้วนั้น พวกเขาสนุกกับพื้นที่ทั้งหมด นักวิจัยสรุปว่าการกำหนดขอบเขตอาจทำให้รู้สึกมีอิสระมากขึ้นได้ นี่อาจฟังดูขัดกับความรู้สึกของเราหลายคนที่คิดว่าการกำหนดขอบเขตจะปิดกั้นความเบิกบานใจ แต่กระนั้นรั้วก็ยังทำให้รู้สึกมีอิสระได้!
พระเจ้าทรงเน้นย้ำถึงอิสรภาพภายใต้การกำหนดขอบเขตของพระองค์ เมื่อประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอล พระองค์ทรงสัญญาว่าชีวิตที่ “เจริญรุ่งเรือง” จะเป็นผลจากการใช้ชีวิตในขอบเขตอันดีของพระองค์ “ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี และมีชีวิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น” (ฉธบ.5:33) นี่คือภาพของความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งรวมถึงชีวิตที่เต็มด้วยผลดี เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ
พระเยซูผู้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติครบสมบรูณ์โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32) แน่ทีเดียวที่ขอบเขตของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อผลดีของเรา “รั้ว” จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระเพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างให้เรามีประสบการณ์ไปกับพระองค์
เลี้ยงดูผู้ขัดสน
ลิซ่าและเฟรดดี้ แมคมิลแลนเป็นเจ้าของร้านอาหารที่พิเศษไม่เหมือนใคร
ในเมืองบรูว์ตัน รัฐอลาบาม่า พวกเขาเสิร์ฟอาหารร้อนๆให้กับทุกคนที่ยืนต่อแถวรอโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามีภรรยาคู่นี้ลงทุนด้วยเงินออมของตนเองเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผู้สูงอายุที่มักต้องอดอาหาร และไม่ค่อยมีประสบการณ์ได้เข้าร้านอาหาร พวกเขามีกล่องบริจาคสำหรับรับเงินช่วยเหลือ ลิซ่ากล่าวว่า “บางครั้งก็ไม่มีอะไรในนั้นเลย บางครั้งก็มีกระดาษเขียนข้อความขอบคุณ บางครั้งก็มี เงิน 1,000 ดอลล่าร์ เรามีทุกสิ่งที่จำเป็นเสมอ เป้าหมายของเราคือการเลี้ยงดูผู้ขัดสน กอบกู้ศักดิ์ศรี และพัฒนาชุมชน”
การดูแลผู้ยากไร้อาจดูเหมือนเป็นงานที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่าเราจะพึ่งพาพระเจ้า! หนังสือพระกิตติคุณบันทึกเรื่องราวที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารผู้คนหลายพันโดยทรงเรียกให้สาวกของพระองค์มีส่วนร่วมว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” (มธ.14:16) ในพระธรรมกิจการเราได้รู้ว่าผู้เชื่อในคริสตจักรยุคแรก “แบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี” และ “ในหมู่พวกเขาไม่มีใครขัดสน” (4:32, 34 TNCV) หลายคนขายทรัพย์สินและมอบเงินค่าของนั้นให้แก่อัครทูต ผู้ “แจกจ่ายให้ทุกคนตามที่ต้องการ” (ข้อ 34-35) พวกเขาเข้าใจว่าแท้จริงแล้วทรัพย์สินของตนเป็นของพระเจ้า จึงได้ลงทุนในชีวิตของผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยสิ่งที่พวกเขามี
พระเจ้าทรงเลี้ยงดู บางครั้งโดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และบางครั้งผ่านมือของคนของพระองค์ พระองค์ประทานให้ตามความจำเป็นของเราเพื่อที่เราจะสามารถเลี้ยงดูผู้ที่ขัดสน
แผนการของพระเจ้าคือคนของพระองค์!
หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบรวมรายการคุณสมบัติยืดยาวอันท้าทาย เราจะหาคนมาทำหน้าที่ที่สำคัญและซับซ้อนนี้ได้อย่างไร
ฉันนึกสงสัยเช่นกันเมื่ออ่านรายละเอียดที่พระเจ้าต้องการสำหรับคันประทีปที่ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ พร้อมด้วยถ้วยรองตะเกียงทรงดอกไม้และดอกอัลมันด์ และกิ่งหกกิ่ง (อพย.25:31-36) และลานพลับพลาที่ต้องมี “ผ้าบังทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี...ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นให้ทำด้วยเงิน” (27:9-10) ใครกันที่จะสามารถทำงานนี้ได้
พระเจ้าทรงตอบว่า “เราได้ออกชื่อเบซาเลล...และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง...คือประกอบวิชาการทุกอย่าง” (31:2-5) พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)
เราจะไปหาคนมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง อาสาสมัครที่โบสถ์ หรือคนจัดงานประชุมจากที่ไหน สำหรับพระเจ้าผู้ทรงเรียกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงวางแผนงานออกแบบที่ท้าทายสำหรับพระวิหารของพระองค์ จากนั้นทรงเลือกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์เพื่อจะทำให้สำเร็จ คำตอบของพระเจ้าสำหรับแผนการของพระองค์ ก็คือ คนของพระองค์
คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือ
เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต’ เป็นใครกัน เขากล้าดียังไงถึงพูดเช่นนั้น!” เบิร์ตรู้ได้ว่าพนักงานเสิร์ฟมีปฏิกิริยาจากประโยคที่บริษัทด้านการเงินซึ่งเป็นคริสเตียนพิมพ์ลงบนบัตรเดบิตใบนั้น นั่นคือพระดำรัสของพระเยซูจากยอห์น 14:6 เบิร์ตรู้สึกขบขันต่อปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟและได้อธิบายให้เขาฟังถึงอัตลักษณ์ของ “ชายผู้นี้” และการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อนำเราไปถึงพระเจ้า
เมื่อเราพบกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เราอาจตอบโต้ด้วยการเยาะเย้ยหรือแม้กระทั่งตัดสินพวกเขา แต่อัครสาวกเปโตรท้าทายเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) แล้วท่านก็เตือนว่า “จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (ข้อ 15) ในโคโลสี 4:6 เปาโลอธิบายถึงพลังของคำตอบเช่นนั้นว่า “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” เช่นเดียวกับที่เกลือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือก็มีรสเชื้อเชิญให้ผู้อื่นอยากเข้ามาชิมความเชื่อของเราได้เช่นกัน
อาจมีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงจากผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับพระเยซูเลย เมื่อเราตอบด้วยความสุภาพและใจเมตตา คำตอบของเราก็จะมีรสชาติที่ดึงดูดให้ผู้ถามอยากฟังเรามากขึ้น
สู่ความเวิ้งว้าง อันไกลโพ้น !
ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ทอยสตอรี่ ของเล่นของเด็กคนหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นทุกครั้งที่เขาออกจากห้องหรือนอนหลับไป ตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นนักสำรวจอวกาศชื่อบัซ ไลท์เยียร์จะตะโกนวลีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนในขณะที่บินไปรอบๆห้องนอนว่า “สู่ความเวิ้งว้าง(ไม่มีที่สิ้นสุด)อันไกลโพ้น!”
นี่เป็นวลีที่ทำให้หลายคนสับสน คุณจะไปได้ไกลกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไร แล้วจะมีอะไรที่ “ไกลโพ้น” ยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า นักคณิตศาสตร์เอียน สจ๊วร์ตอธิบายโดยอาศัยภูมิปัญญาของนักปรัชญากรีกโบราณว่า สิ่งที่ไกลโพ้นกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือ ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดที่ใหญ่ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก และต่อไปอีกเรื่อยๆ
พระเยซูดูเหมือนจะทรงนำเรื่องความพยายามแบบทวีคูณเหมือนเลขยกกำลังนี้มาใช้ในเรื่องการยกโทษ เมื่อเปโตรทูลถามเรื่องการยกโทษผู้อื่นว่า “ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ” พระเยซูตอบว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” (มธ.18:21-22) และตรัสคำอุปมาเรื่องเจ้าองค์หนึ่งที่มีเมตตาและทาสที่ไม่มีเมตตา โดยทรงเน้นความสำคัญว่าเมื่อคนหนึ่งเสียใจในความผิดพลาดของตนอย่างแท้จริง เราต้องให้อภัยพวกเขาโดยไม่มีจุดสิ้นสุด เราต้องยกโทษให้ผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงยกโทษให้เรา (ข้อ 33) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และต่อไปเรื่อยๆ
สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ
ด้วยกำลังของพระองค์เท่านั้นเราจึงจะทำสิ่งนี้ได้ ผู้ที่ได้รับการอภัยแล้วก็จะ ให้อภัยผู้อื่น โดยไม่มีที่สิ้นสุด!
ฟังเสียงร้องของก้อนหิน
หลังพิธีไว้อาลัยของพ่อที่ครอบครัวเราจัดขึ้นที่ริมแม่น้ำ เราแต่ละคนเก็บหินไว้คนละก้อนเพื่อระลึกถึงท่าน ชีวิตของท่านเหมือนกับเกมกระดานหมากรุกที่มีทั้งแพ้และชนะ แต่เรารู้ว่าหัวใจท่านมีแต่พวกเรา นิ้วของฉันลูบไล้ไปบนผิวเรียบๆของก้อนหินซึ่งช่วยฉันให้ระลึกถึงท่านเสมอ
ในลูกาบทที่ 19 พระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ขณะที่ฝูงชนโบกทางอินทผลัมพร้อมกับตะโกนร้องโฮซันนาและแซ่ซ้องว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ข้อ 38; ดู ยน.12:12-13) พวกฟาริสีไม่พอใจเพราะคิดว่าการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าจึงบอกพระเยซูให้สั่งเหล่าสาวกหยุดโห่ร้อง พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” (ลก.19:40)
ก้อนหินส่งเสียงร้องในหลายรูปแบบ พระเจ้าทรงใช้ก้อนหินในการบอกถึงเรื่องราวแห่งความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา หินสกัดสองก้อนที่แกะสลักบัญญัติสิบประการเพื่อสอนเราในการดำเนินชีวิต (อพย.34:1) หินแห่งความทรงจำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนเพื่อเตือนชนอิสราเอลทุกรุ่นให้ระลึกถึงการจัดเตรียมและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ยชว.4:8-9) หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งปิดปากอุโมงค์เก็บพระศพของพระเยซู เป็นก้อนเดียวกับที่กลิ้งออกเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (มธ.27:59-66; ลก. 24:2) เรา “ได้ยิน” หินก้อนนี้ที่เตือนเราถึงคำตรัสของพระเยซูว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25)
จงฟังเสียงร้องของก้อนหินและเปล่งเสียงร่วมกับหินนั้นเพื่อสรรเสริญพระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักของเรา