เดินกับพระเจ้า
วันนั้นเป็นวันอังคาร คนที่เดินรอบลู่วิ่งในโรงยิมควรต้องเดินไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา กลุ่มคนแรกๆที่ภรรยาของผมร่วมเดินไปด้วยก็ทำเช่นนั้น แต่แล้วมีคนหนึ่งเดินเข้ามาในลู่โดยเดินทวนเข็มนาฬิกา เพื่อนของเธอสองสามคนก็เดินตามเข้ามา แล้วก็มีอีกคนเดินตามเข้ามา ทันใดนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นบนลู่วิ่ง และต้องใช้เวลาหลายนาทีในการจัดการให้เป็นระเบียบ
แม้คนที่เดินผิดทางจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพลังของการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น คนหนึ่งเดินผิดทางทำให้อีกคนเดินผิดด้วย เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆคล้ายกับสุภาษิต 13:20 ที่ว่า “บุคคลที่เดินกับปราชญ์ ก็กลายเป็นคนฉลาด แต่เพื่อนฝูงของคนโง่จะรับภยันตราย” การเดินตามคนที่เดินผิดทางนั้นนำไปสู่ปัญหา
ในกาลาเทีย 5 เปาโลอธิบายว่าความผิดพลาดเช่นนี้จะทำให้ความก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักลงได้ ท่านกล่าวว่า “ท่านกำลังวิ่งแข่งดีอยู่แล้ว ใครเล่าขัดขวางท่านไม่ให้เชื่อฟังความจริง การเกลี้ยกล่อมอย่างนั้นไม่ได้มาจากพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย” (ข้อ 7-8) พระเจ้าผู้ทรงปรารถนาการเชื่อฟังไม่เคยนำเราออกจากความจริง และเข้าสู่ความ “สับสนวุ่นวาย” (ข้อ 10 TNCV) แต่ผู้ที่ต่อต้านความจริงของพระองค์อาจขัดขวางการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้ โดยการทำให้เราหันเหออกจากพระองค์
พระเจ้าทรงต้องการเป็นผู้นำทางของเรา เมื่อเราเดินไปกับพระองค์ เราจะไม่มีวันเดินหลงไปผิดทาง
ผลตรงข้ามจากการข่มเหง
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในพระธรรมสิบข้อสั้นๆ โดยเริ่มที่กิจการ 7:59 เรื่องราวกลับตาลปัตรอย่างรวดเร็ว จากความตายอันโหดร้ายของสเทเฟนที่โดนหินขว้าง ไปสู่ผู้เชื่อในพระคริสต์ที่กระจัดกระจายไปและ “ประกาศพระวจนะ” ซึ่งนำไปสู่คำที่กล่าวยอดเยี่ยมว่า “จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น” (8:8)
นี่คือผลตรงข้ามจากการข่มเหง
ฮริสโต คูลลิเชฟ ศิษยาภิบาลชาวยุโรป ได้พบกับการอัศจรรย์ของสิ่งดีที่มาจากสิ่งร้าย ในปีค.ศ. 1980 เขาถูกจับเพราะเทศนาพระคัมภีร์และต้องเข้าคุก เมื่ออยู่ในนั้นเขาพูดถึงข่าวประเสริฐอย่างเปิดเผย แปดเดือนต่อมาเมื่อได้รับการปล่อยตัวเขาบอกว่า “เรามีพันธกิจที่เกิดผลในนั้นมากกว่าที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นในคริสตจักร เราได้รับใช้พระเจ้าเมื่ออยู่ในคุกมากกว่าเมื่อเราเป็นอิสระ”
จากการข่มเหงสู่ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ดังเช่นในคริสตจักรยุคแรก เมื่อ “การข่มเหงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น” (กจ.8:1) “ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไป ก็เที่ยวประกาศพระวจนะนั้น” (ข้อ 4) และผลคือ เกิด“ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง”ที่เมืองนั้นในแคว้นสะมาเรีย (ข้อ 8)
เมื่อแรงกดดันในโลกนี้ขัดขวางความจริงและการสั่งสอนพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเรื่องข่าวประเสริฐ จงอย่าล้มเลิก พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์อำนาจเมื่อคริสตจักรเผชิญกับความยากลำบากเช่นนั้น
เปโตรกล่าวว่า “อย่าประหลาดใจ” ที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ (1ปต.4:12) ถ้าท่านถูกทดลองใจ “ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 14) พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะเปลี่ยนการข่มเหงให้เป็นสิ่งซึ่งล้ำค่า
สองคนดีกว่า
การปีนน้ำตกดันส์ริเวอร์ในจาไมก้าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น น้ำตกไหลลงมาบนโขดหินเรียบขณะมุ่งหน้าออกสู่ทะเลแคริบเบียน เป็นความท้าทายที่นักปีนเขาต้องฝ่ากระแสน้ำเพื่อขึ้นไปให้ถึงยอด สำหรับวัยรุ่นชื่อเจดับเบิ้ลยู สิ่งนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขามีความบกพร่องทางสายตาโดยสามารถมองเห็นได้เพียงเท่ารูเข็ม
แต่เจดับเบิ้ลยูตั้งใจที่จะปีนขึ้นไป และโจไซยาห์เพื่อนของเขาก็เต็มใจที่จะร่วมทีมกับเขา โจไซยาห์เป็นดวงตาให้เจดับเบิ้ลยู โดยคอยบอกเขาว่าหินลื่นก้อนไหนที่ควรหลีกเลี่ยง และควรวางมือกับเท้าไว้ตรงไหน และเจดับเบิ้ลยูเป็นหัวใจของโจไซยาห์ โดยแสดงให้เขาเห็นว่าความกล้าหาญเป็นอย่างไร
ชีวิตส่วนใหญ่ก็เหมือนกับการปีนผาที่น่ากลัวนั้น เราไม่ควรเดินไปตามลำพัง กษัตริย์ซาโลมอนชี้ให้เราเห็นความจริงข้อนี้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี” (ปญจ.4:9) ทั้งโจไซยาห์และเจดับเบิ้ลยูพยายามทำสิ่งที่พิเศษ และที่พวกเขาทำได้ก็เพราะว่าเขาร่วมมือกัน พระธรรมตอนนี้ยังกล่าวต่อไปว่า “ถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10) แต่ไม่มีใครล้มและไม่มีใครที่ล้มเหลว พวกเขาบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
แผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ซึ่งซาโลมอนได้นำเสนอไว้อย่างชัดเจนและแสดงให้เห็นเป็นจริงแล้วโดยวัยรุ่นสองคนนี้ คือให้เราทำงานร่วมกัน งานที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำนั้นควรทำร่วมกับผู้อื่น โดยให้แต่ละคนใช้ทักษะและความรู้สึกที่พระเจ้าประทานให้เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำให้คนอื่นมองเห็นพระองค์
ไม่ละอายเพื่อพระเยซู
ก่อนที่เขาจะพลีชีพเพราะความเชื่ออันแน่วแน่ในพระเยซู ผู้รับใช้นิรนามชาวแอฟริกันได้เขียน “คำอธิษฐานของผู้พลีชีพ” ข้อความอันลึกซึ้งจากในยุคก่อนนั้นได้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “สาวกผู้ไม่ละอาย”
ถ้อยคำของศิษยาภิบาลคนนี้ท้าทายผู้เชื่อในพระเยซูทุกคน เป็นการท้าทายโดยสะท้อนถ้อยคำของอัครทูตเปาโลผู้เขียนจดหมายถึงทิโมธีเพื่อนรุ่นน้องว่า “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (2 ทธ.1:8) เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทาน “ฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเอง” ให้แก่เรา (ข้อ 7)
นี่คือส่วนหนึ่งที่ศิษยาภิบาลชาวแอฟริกันผู้สัตย์ซื่อเขียน “ผมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้เชื่อที่ไม่มีความละอาย ผมตัดสินใจแล้ว ผมเป็นสาวกของพระเยซูและผมจะไม่ถอยหลัง ไม่อ่อนระอา ไม่ชักช้า หลีกหนี หรือนิ่งเฉย อดีตของผมได้รับการไถ่แล้ว ปัจจุบันของผมชัดเจน อนาคตของผมมั่นคง...ผมดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ พึ่งพาในการสถิตอยู่ของพระองค์ เดินไปด้วยใจอดทน เสริมกำลังด้วยคำอธิษฐาน และทำการงานด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์”
ทั้งทิโมธีและศิษยาภิบาลผู้นี้ล้วนเผชิญความยากลำบากที่เราอาจไม่เคยพบ แต่คำพูดของพวกเขาท้าทายให้เรายืนหยัดมั่นคงเมื่อความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราไม่ต้องละอายเพราะพระเจ้า “ทรงสามารถรักษาซึ่ง[เรา]ได้มอบไว้กับพระองค์” (ข้อ 12) ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรืออนาคตของเรา
รักเพื่อนบ้านของเรา
หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองในช่วงปลายฤดูร้อนที่พัดถล่มเมือง เราต้องจัดการกับต้นไม้ที่ก่อความเสียหายให้บ้านของเรา และต้องทำความสะอาดสนามรอบบ้านครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยใบไม้และกิ่งไม้ วันต่อมาขณะที่ผมจัดการกับความเสียหายและเศษซากจากต้นไม้ ผมพยายามพูดติดตลกกับตัวเองซ้ำๆว่า “เราไม่มีต้นไม้สักต้น!” ซึ่งเป็นเรื่องจริง นอกจากต้นสนเล็กๆสูงสามฟุตสามต้นแล้ว เราไม่มีต้นไม้เลย แต่ผมต้องใช้เวลามากทีเดียวในการทำความสะอาดทั้งจากพายุและใบไม้ที่ร่วงมาจากต้นไม้ของเพื่อนบ้าน
เรามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างไร แม้ในเวลาที่พวกเขาทำบางสิ่ง ปลูกต้นไม้บางชนิด หรือพูดบางอย่างที่รบกวนเรา พระคัมภีร์บอกชัดเจนในเรื่องนี้ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” เป็นจำนวนเก้าครั้ง ทั้งในเลวีนิติ 19:18, มัทธิว 19:19, มาระโก 12:31, กาลาเทีย 5:14 และยากอบ 2:8 อันที่จริงแล้ว นี่เป็นพระบัญญัติสำคัญอันดับสองที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา ข้อแรกคือ “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ...สุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า”(ลก.10:27) กุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านคือวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ยากอบอธิบายเรื่องนี้โดยกล่าวว่า “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19)
นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะขัดกับธรรมชาติของเรา แต่การรักเพื่อนบ้านควรเป็นท่าทีตอบสนองอันดับแรกของเรา ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ให้เราส่องแสงแห่งความรักของพระเยซูไปยังผู้ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับเรา นั่นคือเพื่อนบ้านของเรา
ทรัพย์สมบัติที่พระคริสต์ประทานให้
ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าเอกสารนั้นดูผิดปกติจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน และได้รับการบอกเล่าว่านี่เป็นสำเนาปฏิญญาหนึ่งใน 36 ฉบับที่เหลืออยู่ จากทั้งหมด 200 ฉบับที่จอห์น ควินซี อดัมส์สั่งทำในปีค.ศ. 1820 ดังนั้นสปาร์คส์จึงขายสำเนาปฏิญญาที่เป็นของหายากนี้ได้ในราคาที่สูงถึง 477,650 ดอลลาร์!
แม้การได้ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาด้วยเงินเพียงเล็กน้อยจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แต่ยังมีสมบัติที่ดียิ่งกว่านั้นอีกมาก สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมได้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ และเป็นถาวรนิรันดร์ที่ผมได้มาโดยไม่ต้องควักเงินสักบาท แต่ผมไม่ได้พบมันในร้านขายของมือสอง
พ่อกับแม่บอกผมว่าชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ซื้อของขวัญชิ้นนี้ให้ โดยการสละชีวิตของพระองค์บนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับผม จากนั้นก็บอกผมว่า ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าความรอด ซึ่งเป็นสัญญาประกันว่าผมจะได้รับสมบัติ คือ “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” บนโลกนี้ (ยน.10:10) และ “ชีวิตนิรันดร์...ในพระบุตร[ของพระเจ้า]” ร่วมกับพระเยซู (1 ยน.5:11) ผมยอมรับของขวัญชิ้นนั้นด้วยความเชื่อ
การได้พบสมบัติของโลกนี้ในราคาถูกนั้นน่าอัศจรรย์ใจ แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่พระคริสต์ประทานให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละคนจะได้รับสมบัติชิ้นนี้มาต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า” คือ พระเยซู (ข้อ 13)
นอนไม่หลับหรือเปล่า
เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรียมหัวข้อพูดคุยจากสดุดี 3 ในชั้นเรียนรวีฯผู้ใหญ่วันอาทิตย์
ในสดุดี 3 กษัตริย์ดาวิดก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน เป็นปัญหาที่คงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่นอนไม่หลับ อับซาโลมราชโอรสพยายามโค่นล้มการปกครองเหนืออิสราเอล แผนการของเขาคือกำจัดดาวิดและแย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตน
ดาวิดหมดอาลัยตายอยาก พระองค์หนีไปจากเยรูซาเล็มเมื่อผู้สื่อสารบอกว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว” (2 ซมอ.15:13) ในสดุดี 3:1 ดาวิดบรรยายสถานการณ์ของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่ให้สังเกตวิธีที่ดาวิดค้นพบสันติสุข พระองค์ระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นโล่ป้องกันและทรง “ชูศีรษะ[ของดาวิด]” (ข้อ 3) เมื่อเรากังวลกับสถานการณ์นั้น ความช่วยเหลือที่เราทุกคนต้องการจะมาถึง ดาวิดสามารถจะ “นอนลงและหลับไป” พระองค์พบว่า “ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)
สำหรับเพื่อนของผมที่เผชิญกับช่วงเวลาที่หนักอึ้ง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง และสำหรับเราทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ พระเจ้าของเราทรงปกป้องและประทานการพักผ่อนแก่เรา เมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรา “นอนลงและหลับไป” (ข้อ 5)
การรักผู้อื่นในพระเยซู
มีเกมการแข่งขันใหม่ในกีฬาระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เกมนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนเกมอื่นๆที่เรารู้จัก ทั้งกองเชียร์ ผู้ตัดสิน และกระดานคะแนน แต่มีจุดหักมุมที่สำคัญ คือแต่ละทีมจะประกอบด้วยสมาชิกห้าคน เป็นผู้เล่นที่ไม่พิการสองคนและผู้เล่นที่มีความพิการในบางรูปแบบอีกสามคน กิจกรรมในสนามนั้นแสนจะอบอุ่นเมื่อผู้เล่นช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และส่งเสียงเชียร์ซึ่งกันและกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ทีมใดก็ตาม เกมนี้เป็นการสร้างความรู้สึกในแง่บวกให้นักเรียนที่ไม่เคยสัมผัสกับความสุขในการแข่งขันกีฬามาก่อน
โรงเรียนต้องใช้ความเป็นผู้นำที่สุขุมรอบคอบและมีปัญญาเพื่อให้เกียรติกับนักเรียนในลักษณะนี้ และความพยายามของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างที่กษัตริย์ดาวิดได้วางไว้ให้เราในพระคัมภีร์
คำกล่าวที่พูดกันทั่วไปในสมัยของดาวิดคือ “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” (2ซมอ.5:8) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยถึงศัตรูของดาวิดอย่างไรก็ตาม ดาวิดเลือกที่จะพาเมฟีโบเชทบุตรชายของโยนาธานซึ่งเท้าทั้งสองข้างเป็นง่อย เข้าไปในพระราชวังและให้เกียรติเขาด้วยการให้เขา “รับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ [ของดาวิด]” (9:7)
เปาโลนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่าเราจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร “จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (รม.12:10) ให้เราฝึกดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการให้เกียรติกับทุกคนที่เราพบเจอด้วยความรักของพระเยซู
น้องสาวตระกูลไรท์
คนส่วนมากรู้จักพี่น้องตระกูลไรท์คือออร์วิลล์และวิลเบอร์ผู้คิดค้น สร้างและประสบความสำเร็จในการบินเครื่องบินลำแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่มีน้อยคนที่รู้จักแคทเธอรีน ไรท์ ถึงกระนั้นเธอก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของพี่ชายในการสร้างเครื่องบิน ขณะที่พวกพี่ชายของเธอคร่ำเคร่งอยู่กับรายละเอียดและการทดลองมากมายที่นำไปสู่งานประดิษฐ์ของพวกเขา แคทเธอรีนเลือกที่จะช่วยพวกเขาอย่างเงียบๆด้วยความรัก เธอคอยดูแลกิจการร้านจักรยาน (แหล่งรายได้ของพี่ชาย) ลาออกจากการเป็นครูเพื่อพยาบาลออร์วิลล์ให้หายดีหลังจากเครื่องบินตก และบริหารจัดการรายละเอียดที่ไม่รู้จบหลังจากที่พี่ชายของเธอมีชื่อเสียงมากขึ้น
การสนับสนุนผู้อื่นนั้นมีคุณค่าที่พบได้ในพระคัมภีร์เช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งคือเฟบีที่เปาโลกล่าวถึงว่า “ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคน” (รม.16:2) และปริสคากับอาควิลลาคู่สามีภรรยาที่ปรากฏในงานเขียนของเปาโล ซึ่งเปิดบ้านเพื่อรองรับและช่วยเหลือพันธกิจของเปาโลจนถึงขั้น “เสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อป้องกันชีวิต” ของท่าน (ข้อ 4) นอกจากนี้อัครทูตยังชื่นชมมาระโกว่า “เขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11)
เราสามารถเป็นพี่น้องในพระคริสต์ที่ดีได้โดยการรับใช้ผู้อื่น พันธกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีผู้ช่วยอย่างเฟบีและพวกเรา ซึ่งได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้รับใช้ด้วย “ใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่า...เห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ฟป.2:3-4)