สงครามแย่งชิงกระดูก
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ในพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกา การค้นหากระดูกไดโนเสาร์ได้ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงกระดูกขึ้น ซึ่งนักชีววิทยาด้านสิ่งมีชีวิตโบราณสองคนต่อสู้กันเพื่อแสวงหาการค้นพบที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุด นักเขียนคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองคน “ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อพยายามเอาชนะอีกฝ่ายในงานภาคสนาม โดยหันไปใช้การติดสินบน การขโมยและการทำลายกระดูก” เขาตั้งข้อสังเกตว่าในการพยายามทำลายผลงานของกันและกันนั้น ทั้งคู่ยังได้ทำลายชื่อเสียงของตนเองไปด้วย
ความขัดแย้งและการแข่งขันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกที่แตกสลายนี้ วิธีที่เราเลือกใช้เพื่อจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้นจะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเรา เปาโลได้เรียนรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนในคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” ท่านขอร้องบรรดาผู้เชื่อ “ให้ช่วยผู้หญิงเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้ทำงานในข่าวประเสริฐด้วยกันกับข้าพเจ้า” (ฟป.4:2-3)
เมื่อเราพบว่าตัวเองขัดแย้งกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณ เมื่อเรายอมจำนนต่อการทำงานของพระองค์ในใจของเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสำแดงถึงผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) แล้วเราจะได้มีประสบการณ์ถึงการเยียวยาและสันติสุข หากแต่ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง แต่เพื่อชื่อเสียงของพระคริสต์และข่าวประเสริฐ
ทรงอยู่ด้วยในเวลาที่โดดเดี่ยว
เฮนรี่ เดวิด ธอโร บรรยายว่า เมืองคือสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมาก “มาอยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยกัน” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความจริงบางอย่าง สมัยที่ผมยังหนุ่ม มีหลายบทเพลงที่มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและความเหงา การระบาดของโรคโควิดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในช่วงเวลาของความโดดเดี่ยวที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา และสื่อสังคมออนไลน์ช่วยหล่อเลี้ยงความเหงานั้นไว้และทำให้เราเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน บางทีความเหงาอาจจะเป็นโรคระบาดใหม่ก็เป็นได้
เมื่อมัทธิวเล่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซู (1:18-25) ท่านบอกเราว่า “ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะ [อิสยาห์] ว่า ‘ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล’ (แปลว่า ‘พระเจ้าทรงอยู่กับเรา’)” (ข้อ 22-23) ลองใคร่ครวญดูสักครู่ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา!
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราไม่มีวันโดดเดี่ยว เราบังเกิดใหม่เข้าสู่ครอบครัวของพระคริสต์แล้ว ครอบครัวนี้ขยายออกไปทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า” (อฟ.2:19) เราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5)
ไม่ว่าวันนี้คุณจะเผชิญกับสิ่งใด พระบิดาในสวรรค์ทรงอยู่กับคุณ จงยอมให้พระองค์ช่วยเหลือคุณเมื่อคุณก้าวเข้าสู่ความไม่แน่นอนและความท้าทายของชีวิต พระองค์ทรงอยู่กับคุณ
เรื่องสำคัญที่สุด
โธมัส เดอ มาฮี คือหนึ่งในชนชั้นสูงที่ถูกประหารชีวิตโดยผู้ก่อจลาจล ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสปลายศตวรรษที่ 18 มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อถึงตอนอ่านหมายประหารชีวิตของเขา เขาตอบว่า “ผมเห็นว่าคุณสะกดผิดอยู่สามที่” ถ้านี่คือเรื่องจริง โธมัสก็ได้จงใจที่จะเพิกเฉยต่อสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือความตายของเขาที่ใกล้เข้ามา
ปัจจุบันนี้เราอยู่ในอันตรายของการพลาดสิ่งสำคัญไปโดยไม่เจตนา คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระกายของพระคริสต์ (คริสตจักร) มีกลุ่มคนที่ทำให้เป้าหมายของคริสตจักรบิดเบือนไป เราอาจมองเห็นคริสตจักรเป็นกลุ่มการเมือง หรือเป็นที่ซึ่งจะได้รับการปรนนิบัติ หรือเราอาจมองเห็นคริสตจักรเป็นแค่สถาบันทางศาสนา แต่สิ่งที่เป็นหลักสำคัญของคริสตจักรมาตลอดก็คือข่าวประเสริฐของพระเยซู
เปาโลบอกกับผู้เชื่อในโครินธ์ว่า “เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น” (1คร.15:3-4) ในขณะที่สิ่งอื่นๆอาจมีความสำคัญในช่วงเวลาและตำแหน่งแห่งที่อันเหมาะสม แต่ข่าวประเสริฐนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เราจะเป็นตัวแทนแห่งข่าวดีของพระเจ้าในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยข่าวร้ายได้อย่างไร เราทำได้โดยการขอให้พระเจ้าเสริมกำลังเราในการแบ่งปันข่าวดีนี้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
เติบโตอย่างเข้มแข็งในพระเจ้า
ตอนยังเด็กผมชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัด การผจญภัยเหล่านั้นกระตุ้นจินตนาการของผมอย่างมาก! ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในบริเวณที่รังโจรของแบล็กเบียร์ด (ชื่อจริงคือ เอ็ดเวิร์ด ทีช) หนึ่งในโจรสลัดที่ฉาวโฉ่คนหนึ่งเคยตั้งอยู่ เรืออับปางของแบล็คเบียร์ดที่ชื่อควีนแอนส์ รีเวนจ์ ก็จอดอยู่ในน่านน้ำนอกชายฝั่งที่นี่
เราสามารถปั้นแต่งประวัติศาสตร์ให้ซากเรือและการผจญภัยกลางทะเลดูเย้ายวนใจได้อย่างง่ายดาย แต่อัครทูตเปาโลเขียนถึงการอับปางอีกประเภทที่ต่างออกไปมาก ซึ่งให้คำชี้แนะและเตือนสติแก่เรา ในจดหมายฉบับแรกที่เปาโลเขียนถึงทิโมธี ท่านเตือนบุตรชายในความเชื่อของท่านให้ “ยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึงอับปางลง” (1 ทธ.1:19) การ “อับปาง” นี้คืออะไร ชายสองคนคือฮีเมเนอัสและอเล็กซานเดอร์ได้หลงผิดไปจากความเชื่อแท้ และอัครทูตได้มอบพวกเขาไว้แก่ซาตาน “เพื่อเขาจะได้เรียนรู้และจะไม่หลู่พระเกียรติพระเจ้า” (ข้อ 20) เปาโลปรารถนาให้พวกเขากลับใจ แต่ผลจากการกระทำของพวกเขานั้นเลวร้ายมาก
ความเชื่อของเราไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพสุญญากาศ เราต้องดูแลและฟูมฟักความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอย่างจริงจัง เพื่อความเชื่อและจิตสำนึกที่ดีของเราจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง ขอให้เราร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ยอมจำนนต่อพระวิญญาณของพระเจ้า และยอมให้พระองค์ทรงทำงานในตัวเรา เราจึงจะหลีกเลี่ยงจากการอับปางได้
ความงดงามจากโศกนาฏกรรม
ทะเลสาบคอนิสตันที่อยู่ในเขตเลคดิสตริกต์อันงดงามของอังกฤษ เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของครอบครัว ผืนน้ำนี้เหมาะสำหรับการล่องเรือว่ายน้ำและกีฬาทางน้ำอื่นๆ แต่สถานที่อันงดงามนี้ก็เป็นสถานที่แห่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นกัน ในปีค.ศ. 1967 โดนัลด์ แคมป์เบลล์กำลังขับเครื่องบินน้ำบลูเบิร์ด เค7 ของเขาเพื่อพยายามทำลายสถิติเครื่องบินน้ำที่เร็วที่สุดในโลก เขาไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 328 ไมล์ต่อชั่วโมง (528 กม./ชม.) แต่กลับไม่ได้อยู่เพื่อฉลองความสำเร็จ เมื่อ บลูเบิร์ด พลิกคว่ำ เป็นเหตุให้แคมป์เบลล์เสียชีวิต
ช่วงเวลาอันน่าเศร้าอาจเกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งงดงามได้ ในปฐมกาลบทที่ 2 พระผู้สร้าง “จึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน” (ข้อ 15) สวนคือผลงานชิ้นเอกเมื่อวางไว้ในสวรรค์แห่งนี้ แต่ชายและหญิงนั้นไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยนำบาปและความตายมาสู่การทรงสร้างของพระองค์ (3:6-7) ทุกวันนี้เรายังคงเห็นผลลัพธ์ซึ่งเป็นอันตรายจากการเลือกอันน่าเศร้าของพวกเขา
แต่พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทานชีวิตแก่เรา ซึ่งเป็นผู้ที่ตายแล้วในการบาปของเรา อัครทูตเปาโลกล่าวถึงเรื่องนั้นว่า “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น” (รม.5:19) เพราะพระเยซู บ้านที่งดงามที่สุดจึงรอเราอยู่
จากความงดงามกลายเป็นโศกนาฏกรรม และโดยพระคุณของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมคือความงดงามนิรันดร์
เลือกอย่างกล้าหาญ
ขณะที่ฟรานโก เซฟฟิเรลลีเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์ของเชคสเปียร์เรื่องโรมิโอและจูเลียต ซึ่งเป็นตอนที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์นั้น เขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเสี่ยง โดยเลือกนักแสดงที่ไม่มีใครรู้จักสองคนมาเล่นเป็นตัวละครหลัก และยังยืนยันว่าทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกับตัวละครที่เชคสเปียร์เขียนไว้ ในที่สุด เซฟฟิเรลลีได้เลือกลีโอนาร์ด ไวท์ทิงวัยสิบเจ็ดปีมาเป็นโรมิโอ และโอลิเวีย ฮัสซีย์วัยสิบหกปีมาเป็นจูเลียต
บางคนอาจคิดว่าพระเยซูทรงเสี่ยงแบบเดียวกันในการเลือกสาวกของพระองค์ ผู้ที่ต่อมาได้นำข่าวสารการให้อภัยของพระองค์ไปยังผู้คนในโลก ในเวลานั้นผู้นำศาสนาได้จับกุมและสอบสวนบางคนในพวกเขา จากนั้นในพระธรรมกิจการ 4:13 กล่าวว่า “เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ”
ความเสี่ยงใดๆที่จะเกิดขึ้นก็ถือว่าเกินคุ้ม เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นของชาวประมงธรรมดาๆนี้ “แล้ว (พวกเขา)สำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู” (4:13) สาวกเหล่านี้ที่ดูเหมือนขาดคุณสมบัติไม่เพียงแต่เคยอยู่กับพระคริสต์เท่านั้น แต่พวกเขายังมีพระสัญญาของพระองค์ที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปด้วย(มธ.28:20) เราต่างก็ได้รับพระสัญญานั้นเช่นกัน(ฮบ.13:5) และเรามั่นใจได้ว่าในการทรงสถิตอยู่และด้วยพระคุณของพระองค์ ไม่มีงานใดที่อยู่ตรงหน้าเราจะใหญ่เกินสำหรับพระองค์
ไม่มีคนธรรมดา
คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำธุรกรรมที่นั่น!
ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเมตตานี้ การขับเคลื่อนด้วยความสุภาพถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ เราพบแนวคิดนี้ในจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนไปถึงทิตัสเพื่อนของท่าน ท่านกำชับทิตัสให้เตือนผู้เชื่อว่า “อย่าว่าร้ายใคร อย่าทะเลาะวิวาท แต่ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาและแสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน” (ทต.3:2 THSV11) แนวคิดเรื่องความสุภาพนี้ยังถูกแปลออกมาว่า “รักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” (TNCV) หรือ “แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม” (1971)
วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นว่าเรามองพวกเขาเป็นพระฉายของพระเจ้าหรือไม่ ซี.เอส.ลูอิส เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือน้ำหนักแห่งศักดิ์ศรีนิรันดร์ (The Weight of Glory) ว่า “ไม่มีคนธรรมดา” เขาบอก “คุณไม่เคยคุยกับคนธรรมดาเลย” ลูอิสตั้งตารอคอยชีวิตนิรันดร์ ที่ซึ่งเราจะชื่นชมยินดีกับการทรงสถิตของพระเจ้าหรือถูกเนรเทศจากพระองค์เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงเตือนเราว่า “ผู้คนที่เราพูดเล่นด้วย ทำงานหรือแต่งงานด้วย ดูหมิ่นหรือเอาเปรียบ ล้วนต้องพบกับชีวิตอมตะ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะที่น่ากลัวไปตลอดกาลหรือชีวิตอมตะที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์”
ขอให้เรายอมต่อพระวิญญาณที่จะทรงช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ คือเป็นพระฉายของพระเจ้า
พระบุตรของพระเจ้า
เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลย
ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าเริ่มต้นตรงนี้” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลังเราจะมีพระองค์ผู้หนึ่งเสด็จมา ทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะน้อมตัวลงแก้สายฉลองพระบาทให้พระองค์” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ยน.20:31)
หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไร
การคร่ำครวญสู่คำสรรเสริญ
ตำนานเรื่องการตั้งชื่อดอกไม้ห้ากลีบอันงดงามนี้ว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต (อย่าลืมฉัน) มีหลายเรื่องราวด้วยกัน มีตำนานหนึ่งจากเยอรมันเล่าว่า เมื่อพระเจ้าทรงตั้งชื่อพืชพันธุ์ทั้งหมดที่ทรงสร้าง ดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งกลัวว่าจะถูกมองข้าม จึงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าลืมข้าพระองค์” และนั่นก็คือชื่อที่พระเจ้าประทานให้
แม้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความทรงจำ และเราทุกคนต่างก็เคยได้พบเจอกับความรู้สึกที่เหมือนถูกลืม การเป็น ที่จดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระเจ้านั้นคือความปรารถนาอันแท้จริงในหัวใจเรา เราพบเรื่องราวนี้ที่กางเขนของพระเยซู ลูกาเล่าว่า “มีอีกสองคนที่เป็นผู้ร้ายซึ่งเขาได้พามาจะฆ่าเสียพร้อมกับพระองค์” (23:32) ขณะโจรนั้นกำลังถูกตรึง คนหนึ่งที่อยู่ข้างพระคริสต์ก็เข้าใจในทันใด เขาทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” (ข้อ 42) คำตอบของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมได้ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ข้อ 43)
ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งจริงๆ! ในชั่วโมงที่มืดมิดที่สุด โจรคนนั้นได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นที่จดจำได้โดยพระบุตรของพระเจ้า
เราเองก็เป็นที่จดจำได้ในยามที่เผชิญความยากลำบาก พระเจ้าผู้ทรงรักเรามากพอจนสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะไม่มีวันลืมเรา