ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Arthur Jackson

เกราะป้องกันในพระคริสต์

เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อลามกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงประสบปัญหาที่ใหญ่เกินตัว และภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เขาได้ยื่นมือออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ

ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราทำสงครามกับกองกำลังแห่งความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น (2 คร.10:3-6) แต่เราได้รับศาสตราวุธเพื่อทำสงครามในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่อาวุธฝ่ายโลก แต่เป็น “ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้” (ข้อ 4) นั่นหมายความว่าอย่างไร “ป้อม” คือที่ที่มั่นคงปลอดภัย มีพระคัมภีร์บางฉบับระบุว่าอาวุธที่พระเจ้ามอบให้เราประกอบด้วย “อาวุธแห่งความชอบธรรมในมือขวาและอาวุธสำหรับป้องกันตนเองในมือซ้าย” (6:7 NLT) เอเฟซัส 6:13-18 เพิ่มรายการสิ่งที่จะช่วยปกป้องเราอันประกอบด้วย พระคัมภีร์ ความเชื่อ ความรอด การอธิษฐาน และการสนับสนุนจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่า อาวุธเหล่านี้จะสร้างความแตกต่างได้ โดยทำให้เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและไม่ล้มลง

พระเจ้ายังใช้ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้กับกองกำลังที่ใหญ่เกินจะรับมือได้เพียงลำพัง ข่าวดีคือ ในพระเยซูนั้น เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้เมื่อเราตกที่นั่งลำบาก เพราะว่าเรามีเกราะป้องกันของพระเจ้า!

โปรดใช้ข้าพระองค์

ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักประพันธ์แห่งศตวรรษที่สิบแปดผู้เขียนเพลงนมัสการอมตะชื่อ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” เล่าถึงตอนที่เขาได้ยินมอร์ริสเทศนาว่า “แปลกที่ผม...ถูกนำเข้ามาใกล้พระเจ้า...ในท่ามกลางผู้เชื่อพระเจ้ากลุ่มเล็กๆที่มารวมตัวกันในโรงนา ภายใต้พันธกิจของคนที่สะกดชื่อตัวเองเกือบจะไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นการอัศจรรย์อย่างยิ่ง”

ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงกระทำสิ่งอัศจรรย์ในสถานที่ซึ่งเหนือความคาดหมาย ผ่านทางผู้คนที่เราอาจถือว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือเป็นคนธรรมดา ใน 1 โครินธ์ 1 เปาโลเตือนความจำของผู้เชื่อในพระเยซูว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความโดดเด่น “มี​น้อย​คน​ที่​โลก​นิยม​ว่า​มี​ปัญญา มี​น้อย​คน​ที่​มี​อำนาจ มี​น้อย​คน​ที่​มี​ตระกูล​สูง​” (ข้อ 26) แต่ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาไม่ได้ขาดของประทานหรือไร้ประโยชน์เลย (ดูข้อ 7) และพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้คนที่ชอบโอ้อวดถ่อมใจลง (ข้อ 27-29) ได้ทรงทำงานในท่ามกลางพวกเขาและผ่านทางพวกเขา

คุณมองว่าตัวเองเป็นคน “ธรรมดา” “พื้นๆ” หรือแม้แต่ “ด้อยกว่าคนทั่วไป” หรือไม่ อย่ากังวลเลย ถ้าคุณมีพระเยซูและเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้คุณ คุณก็ดีเพียงพอแล้ว ขอให้คุณอธิษฐานจากใจว่า “พระเจ้าข้า โปรดใช้ข้าพระองค์!”

วิกฤตชีวิตและความเชื่อที่หยั่งลึก

ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี

ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น

ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี

วันที่ 5 – พระคุณสำหรับวันนี้ | ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ

ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ

เมื่อพบความยากลำบากของการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ สตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งถึงกับกล่าวออกมาว่า “ฉันอยู่ในมุมมืด” ซึ่งห้าคำนี้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดสาหัสที่อยู่ภายในของเธอ และท่ามกลางความท้าทายนั้น เธอยอมรับว่าเธอต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังและหมดกำลังใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงเธอออกจากความรู้สึกดำดิ่ง คือการแบ่งปันความทุกข์กับเพื่อนที่ห่วงใย

เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ ซึ่งอาจกินเวลายาวนานเป็นชั่วโมง วัน หรือหลายเดือน การต่อสู้ในช่วงเวลาเหล่านี้เปรียบเหมือนการเดินผ่านหุบเขาและทางทุรกันดารซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลก แต่การจะผ่านไปได้ด้วยดีเป็นเรื่องที่ท้าทาย และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น

เราได้เรียนรู้ผ่านคำอธิษฐานของดาวิดในสดุดี 143 ซึ่งเป็นช่วงมืดมนในชีวิตของเขา เราไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เขาเผชิญอย่างแน่ชัด แต่คำอธิษฐานของเขาสอนเราให้ อธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหวัง “เพราะศัตรูไล่กวดข้าพระองค์ มันขยี้ชีวิตข้าพระองค์ลงถึงดิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์นั่งในที่มืด เหมือนคนที่ตายนานแล้ว เพราะฉะนั้นใจของข้าพระองค์อ่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์จิตใจภายในข้าพระองค์ก็กลัวลาน” (ข้อ 3-4) สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจกับตัวเอง กับเพื่อนสนิท หรือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ขอให้เราเข้าหาพระเจ้า (ทั้งความคิดและทั้งหมดของเรา) ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอนอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในข้อ 7-10 แล้วช่วงเวลาที่มืดมนจะกลับกลายเป็นเวลาแห่งการอธิษฐานที่ลึกซึ้ง ด้วยการแสวงหาทางสว่างแห่งชีวิตที่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานให้ได้

เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน

คิดใคร่ครวญ :
ท่ามกลางเวลามืดมิดที่สุด คุณมักตอบสนองอย่างไร? เหตุใดจึงยากที่จะยอมรับปัญหาของเราอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อพระเจ้า?

อธิษฐาน :
พระบิดา ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์และให้ความหวังในพระองค์นั้นคงอยู่ และเมื่อข้าพระองค์รู้สึกดำดิ่ง เพราะความมืดมิดคืบคลานเข้ามาในชีวิตทั้งภายในและภายนอก โปรดช่วยข้าพระองค์เข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐาน

วันที่ 1- พระคุณสำหรับวันนี้ | อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย

อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย

ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต… ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อที่หลบภัย ของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย

ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์”
ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้”

เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้

เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน

คิดใคร่ครวญ :
การได้พบที่พักพิง ที่ปลอดภัย และการอภัยในพระเยซูมีความหมายกับชีวิตที่ผ่านมาหรือชีวิตในวันข้างหน้าของคุณอย่างไร พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นในเรื่องที่คุณห่วงใย กลัว และเป็นภาระสำหรับคุณอย่างไร

อธิษฐาน :
พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงช่วงเวลาที่เราพยายามต่อชิ้นส่วนของชีวิตเข้าด้วยกันโดยไม่มีพระองค์ ขอช่วยให้เราละทิ้งแผนการความปลอดภัยที่ผิดพลาดและรีบกลับไปหาพระองค์

ชัยชนะแห่งความเชื่อ

การตรวจสุขภาพตามปกติของคาลวินน้อยวัยสี่ขวบ เผยให้เห็นจุดที่ไม่คาดคิดสองสามจุดบนร่างกายของเขา ขณะไปพบแพทย์เขาได้รับการฉีดยาและบริเวณที่ฉีดยาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล เมื่อถึงเวลาต้องแกะพลาสเตอร์เล็กๆออก คาลวินร้องไห้กระซิกด้วยความกลัว พ่อพยายามปลอบลูกชายว่า “คาลวิน ลูกรู้ว่าพ่อไม่มีวันทำให้ลูกเจ็บ” พ่อต้องการให้ลูกชายไว้ใจเขามากกว่าที่จะกลัวการแกะผ้าปิดแผล

ไม่ใช่แค่เด็กอายุสี่ขวบที่รู้สึกกลัวเมื่อเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งการผ่าตัด การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เรื่องที่เป็นอุปสรรคทางความคิดหรือจิตใจ และอื่นๆอีกมากที่กระตุ้นให้เรากลัว ทอดถอนใจ ร้องไห้ และคร่ำครวญ

ช่วงเวลาหนึ่งที่ดาวิดเต็มไปด้วยความกลัว คือตอนที่พบว่าตัวท่านอยู่ในดินแดนฟิลิสเตียขณะหลบหนีกษัตริย์ซาอูลที่อิจฉาริษยา เมื่อมีคนจำดาวิดได้ ท่านจึงหวาดวิตกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน (ดู 1 ซมอ.21:10-11) “ดาวิด...กลัวอาคีช กษัตริย์เมืองกัท” (ข้อ 12) เมื่อครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ไม่สบายใจนี้ ดาวิดประพันธ์ว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว” (สดด.56:3-4)

เราจะทำอย่างไรเมื่อความไม่สบายใจในชีวิตกระตุ้นความกลัวของเรา เราสามารถไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ของเราได้

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า

ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าตั้งแต่เกษียณ เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม และเริ่มต้นงานพันธกิจอื่นอีก ผมรู้สึกทึ่งแต่ไม่แปลกใจ

ในพระคัมภีร์ คาเลบในวัยแปดสิบห้าก็ยังไม่พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน ความเชื่อและการอุทิศตนต่อพระเจ้าค้ำจุนท่านตลอดหลายสิบปีของการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร และในการสู้รบเพื่อรักษามรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น” (ยชว.14:11) ท่านจะเอาชนะด้วยวิธีใด คาเลบประกาศว่า “พระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” (ข้อ 12)

พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดใจโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ สถานะในชีวิต หรือสถานการณ์ เราเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา หนังสือพระกิตติคุณทำให้เราเกิดความเชื่อในพระเจ้าผ่านสิ่งที่เรามองเห็นในพระคริสต์ พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยและพระเมตตาของพระเจ้าต่อทุกคนที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังที่ผู้เขียนฮีบรูยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว” (ฮบ.13:6) ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือคนชรา คนอ่อนแอหรือแข็งแรง ถูกพันธนาการหรือเป็นอิสระ กระฉับกระเฉงหรือเดินกะเผลก แล้วจะมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในวันนี้ได้

การเลือกนั้นสำคัญ

ศิษยาภิบาลดาเมียนวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหนักสองคนซึ่งเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน ที่โรงพยาบาลแห่งแรกเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับความรักจากครอบครัว การบริการชุมชนอย่างไม่เห็นแก่ตัวทำให้เธอเป็นที่รักของคนมากมาย ผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆพากันมาอยู่รายล้อมเธอ และนมัสการ อธิษฐาน และห้องนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ญาติของสมาชิกในคริสตจักรของดาเมียนก็กำลังจะเสียชีวิตเช่นกัน จิตใจที่แข็งกระด้างของเขาทำให้เขามีชีวิตที่ยากลำบาก และครอบครัวที่ยุ่งเหยิงของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลจากการตัดสินใจที่แย่และการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเขา ความแตกต่างในบรรยากาศทั้งสองแบบสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิตของคนทั้งสอง

ผู้ที่ไม่ได้พิจารณาว่าชีวิตของตนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนมักจะพบว่าพวกเขาติดอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด ไม่พึงประสงค์ และโดดเดี่ยว สุภาษิต 14:12 บันทึกไว้ว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” ไม่ว่าเด็กหรือคนชรา คนป่วยหรือสุขภาพดี คนรวยหรือยากจน ล้วนยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนการดำเนินชีวิตของเราใหม่ เส้นทางนี้จะนำเราไปสู่ที่ใด พระเจ้าทรงได้รับเกียรติหรือไม่ คนอื่นได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับความวุ่นวาย เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่

การเลือกมีความสำคัญ และพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงช่วยเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราหันไปหาพระองค์ผ่านทางองค์พระบุตร คือพระเยซูผู้ตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28)

ทำดีเพื่อพระเจ้า

แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ เขาจึงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเตรียมเขาเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในโรงอาหาร เขาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “สก๊อตตี้ [เด็กยากจนคนหนึ่ง] ต้องการเงินห้าดอลล่าร์เข้าบัญชี เขาจะมีอาหารกลางวันรับประทานตลอดสัปดาห์นี้” ลองนึกหน้าแพทริคขณะที่เขาให้เงินช่วยเหลือสก๊อตตี้ดูสิว่าจะมีความสุขเพียงใด!

ในพระธรรมทิตัส เปาโลเตือนผู้เชื่อพระเยซูว่า พวกเขาไม่ได้รับความรอด “ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของ[พวกเขา]เอง” (3:5) แต่พวกเขาควร “อุตส่าห์กระทำการดี” (ข้อ 8; ดูข้อ 14) ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เราอาจใส่ใจกับความเป็นอยู่ที่ดีของเรามากจนเกินไป แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “พร้อมที่จะกระทำการดี” แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีและทำไม่ได้ ให้เราคิดถึงสิ่งที่เรามีและสามารถทำได้

โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เมื่อเราคิดเช่นนั้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ และพระเจ้าก็ได้รับเกียรติ “จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีทีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา