ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Arthur Jackson

เติมพลังด้วยความเชื่อ

เ จ. ดี. เป็นพยานถึงเรื่องอันน่าทึ่งที่เขาได้พบระหว่างเดินทางไปเยือนหลายประเทศในแอฟริกา เขาส่งข้อความถึงเราจากภาคตะวันออกของแซมเบียรวมถึงรูปถ่ายจำนวนมากของเหล่าสตรีผู้เปี่ยมด้วยความเชื่อที่ได้นำเสนอแผนสามปีของตนในการประกาศข่าวประเสริฐ “นี่เป็นหนึ่งในการนำเสนอกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาในชีวิต แทนที่จะใช้ไวท์บอร์ด พวกเขากลับวาดภาพบนพื้น แทนที่จะแจกสำเนาสวยๆของสิ่งที่จะทำ พวกเขากลับแสดงแผนของตนบนกระดาษโปสเตอร์ยับๆที่มีสองคนถือไว้ มันน่าทึ่งมาก!”

พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่พระเยซูทรงให้คุณค่า มัทธิว 15:21-28 กล่าวถึงอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่สภาพของลูกสาวได้ผลักดันให้หญิงคนหนึ่งแสวงหาพระองค์ “พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิด ลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิงอยู่ เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก” (ข้อ 22) และ “ความเชื่อของ[เธอ]ก็มาก” (ข้อ 28) เป็นความเชื่อในพระเยซูที่ตรงกันข้ามกับการขาดความเชื่อของผู้นำชาวยิวผู้ซึ่งจิตใจห่างไกลจากพระเจ้า (ข้อ 8) แม้ว่าพระคริสต์ทรงรู้ว่าคนกลุ่มนี้สืบเชื้อสายจากอับราฮัม แต่พระองค์กลับทรงยกย่องหญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งผู้ซึ่งมีความเชื่อแบบอับราฮัม

สิ่งใดที่ผลักดันให้คุณมองหาพระเยซูในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการส่วนตัว ของครอบครัวหรือของชุมชน หรืออะไรก็ตามที่กระตุ้นให้คุณมาหาพระเยซู ขอให้คุณมาหาพระองค์ แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนล้าไม่มีกำลัง จงมาหาพระองค์ เพราะขนาดของความเชื่อที่คุณมีไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเป้าหมายของความเชื่อ นั่นคือพระเยซูและพระเยซูผู้เดียว

กำลังเพื่อจะทนได้

มาร์กเป็นนักวิ่งมาราธอนและศิษยาภิบาลผู้ทุ่มเท เขารับใช้คริสตจักรสองแห่งในตลอดระยะเวลาสามสิบห้าปีและเพิ่งจะเกษียณอายุ ของขวัญชิ้นหนึ่งที่เขาได้รับคือรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ ผมเคยวิ่งกับมาร์กครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่ในตลอดชีวิตของมาร์ก เขาลงแข่งวิ่งระยะทาง 42.2 กิโลเมตรมาแล้วในหลายเมืองทั่วประเทศ ที่งานฉลองการเกษียณอายุของเขา ผู้คนจากชุมชนและคริสตจักรที่เขาเคยรับใช้ต่างแสดงความชื่นชมในความสัตย์ซื่อของเขา โดยฤทธิ์เดชและพระคุณของพระเจ้า มาร์กได้แข่งขันอย่างดีจนถึงที่สุด

ชีวิตนั้นเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนมากกว่าการวิ่งระยะสั้น บางครั้งเราเหนื่อยล้าและรู้สึกอยากจะยอมแพ้ แต่พระคุณและพระกำลังของพระเจ้าที่มีสำหรับผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์นั้นไม่มีวันสิ้นสุด ขณะที่อัครทูตเปาโลถูกคุมขังอยู่และใกล้จะถึงเส้นชัยของชีวิต (2 ทธ.4:6) ท่านให้กำลังใจทิโมธีบุตรฝ่ายวิญญาณของท่านว่า “ข้าพเจ้า​ได้​ต่อสู้​อย่าง​เต็ม​กำลัง ข้าพเจ้า​ได้​แข่งขัน​จนถึง​ที่สุด ข้าพเจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว​” (ข้อ 7) เส้นทางแห่งชีวิตนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ จุดใดบนการเดินทางแห่งชีวิต เราควรระลึกไว้เสมอว่าความอดทนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อนั้นสำคัญยิ่งและคุ้มค่า (ข้อ 8) พระเจ้าจะทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา (ข้อ 17) ดังนั้นโดยพระคุณของพระองค์ พระองค์ “จะ​ทรง​ช่วย (เราทั้งหลาย) ​ให้​รอด​เข้า​สู่​แผ่นดิน​สวรรค์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 18)

พระเยซูทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต

ในบ้านคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่ผมเติบโตมา อาหารมักจะประกอบด้วย อาหารแบบ “โซลฟู้ด(Soul food)” ที่แสนอร่อย คำนี้เริ่มมีขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 “โซล(Soul)” เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกวัฒนธรรมของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เมนูอาหารโซลฟู้ด ได้แก่ ไก่ทอด มักกะโรนีและชีส ผักใบเขียว มันเทศ ขนมปังข้าวโพดและอื่นๆอีกมาก มีของหวานเป็นเหมือนรางวัลพิเศษ คือพายลูกพีชที่ “อร่อยจนต้องลิ้มลอง” เป็นเมนูที่ทำให้ผมอิ่มเอมใจที่สุด นี่เป็นเหมือนงานเลี้ยงจริงๆ!

งานเลี้ยงในวัฒนธรรมที่ต่างกันก็จะแตกต่างออกไป แต่เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต พระดำรัสของพระเยซูในยอห์น 6:35 จึงมีความสำคัญสำหรับทุกคน “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

การประกาศเช่นนี้อาจดูรุนแรงเกินจริงหากเป็นคำพูดของมนุษย์ธรรมดาๆ แต่พระเยซูผู้เป็นพระคริสต์ทรงกล่าวอ้างเช่นนี้ได้ เพราะทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ตรัสกับ “ผู้ที่แสวงหาหมายสำคัญ” คือคนที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ได้รับทันทีในช่วงเวลาสั้นๆ (ดูข้อ 2, 14, 26, 30) ว่าการเติมเต็มความหิวกระหายฝ่ายร่างกายนั้นไม่เพียงพอ ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิตที่แท้ (14:6) และเป็นผู้ค้ำจุนชีวิต ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์เพื่อจะได้รับการยกโทษบาปโดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ (11:25-26) จะมีชีวิตร่วมกับพระองค์ พระเยซูทรงเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับชีวิต เราจะพบชีวิต การบำรุงเลี้ยงและความอิ่มเอมใจที่แท้จริงได้ในพระองค์ผู้เดียว

ถวายพระเกียรติแด่พระเยซู

ธนบัตรมูลค่ายี่สิบเหรียญและแผ่นพับสองใบที่มีข้อความเรื่องพระเยซู คือสิ่งที่อยู่ในซองจดหมายจ่าหน้าถึง “จอห์น ดาเนียลส์ ซีเนียร์ วันแห่งการทำความดี” ผู้หญิงคนหนึ่งมอบซองให้ขณะที่ผมกำลังเดินอยู่ในบริเวณของวิทยาลัยประจำชุมชน หนึ่งปีก่อน จอห์นถูกรถชนเสียชีวิตหลังจากช่วยคนไร้บ้านและแบ่งปันเรื่องราวความรักของพระคริสต์แก่เขา เรื่องเล่าขานของจอห์นผ่านการเป็นพยานทางคำพูดและการกระทำของเขายังคงถูกส่งต่อผ่านทางผู้หญิงที่ผมพบในวันนั้น รวมถึงบรรดาสมาชิกในครอบครัวของจอห์นด้วย

ในมัทธิว 26:13 พระเยซูทรงระลึกถึงหญิงผู้หนึ่งด้วยคำตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่ไหนๆที่ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ” หัวใจอันอ่อนโยนของหญิงผู้นี้ที่มีต่อพระเยซูคริสต์ทำให้เธอนำเอาน้ำมันหอมราคาแพงมาเจิมพระองค์ (ข้อ 7) คนอื่นพากันเข้าใจผิดและวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเสียเปล่า (ข้อ 8-9) แต่พระเยซูทรงชมเชยว่าเป็น “การดี” (ข้อ 10) การอุทิศทุ่มเทสิ่งของที่มีมูลค่าสูงของหญิงผู้นี้ได้ถูกพระเจ้าใช้ในวิธีที่พิเศษ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงใช้การกระทำของเราในปัจจุบันเพื่อพระประสงค์ของพระองค์

ซองจดหมายที่ผมได้รับทำให้ผมมีความปรารถนาที่จะแจกจ่ายสิ่งที่ผมมีให้แก่ผู้คนตามมุมถนนในเมืองของผม แต่การถวายพระเกียรติแด่พระเยซูสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ให้เราบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ

ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระเยซู

ในปี ค.ศ. 155 โพลีคาร์ป ผู้เป็นปิตาจารย์คริสตจักรในยุคแรกถูกขู่ฆ่าด้วยไฟเพราะความเชื่อในพระคริสต์ ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์มาแปดสิบหกปีแล้ว และพระองค์มิได้ทรงทำผิดต่อข้าพเจ้าเลย แล้วข้าพเจ้าจะดูหมิ่นกษัตริย์ของข้าพเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพเจ้าได้อย่างไร” คำตอบของโพลีคาร์ปนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา ในยามที่เราต้องเผชิญการทดลองอันแสนสาหัสเพราะความเชื่อในพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์กษัตริย์ของเรา

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพระคริสต์จะสิ้นพระชนม์ เปโตรได้ประกาศความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างกล้าหาญ “ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์” (ยน.13:37) พระเยซูผู้ทรงรู้จักเปโตรดีกว่าที่เปโตรรู้จักตนเอง ตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” (ข้อ 38) แต่หลังจากการทรงฟื้นคืนพระชนม์ เปโตรคนเดียวกับที่ปฏิเสธพระองค์ก็ได้เริ่มรับใช้พระองค์อย่างกล้าหาญ และในที่สุดได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ผ่านความตายของท่าน (ดู 21:16-19)

คุณเป็นเหมือนโพลีคาร์ปหรือเปโตร หากพูดกันตามตรงพวกเราส่วนใหญ่เป็นเหมือนเปโตรที่ “ขาดความกล้า” คือ ล้มเหลวในการพูดหรือปฏิบัติอย่างมีเกียรติในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เหตุการณ์เช่นนั้นไม่ว่าจะเกิดในห้องเรียน ห้องประชุม หรือห้องพัก ไม่ใช่สิ่งที่จะนิยามตัวเราอย่างถาวร เมื่อเกิดความล้มเหลว เราต้องอธิษฐานสารภาพและหันไปหาพระเยซูผู้สิ้นพระชนม์และทรงพระชนม์อยู่เพื่อเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสัตย์ซื่อต่อพระองค์ และดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อพระองค์ทุกวันแม้ในที่ซึ่งยากลำบาก

บทเรียนที่ไม่อาจลืม

คอรี่ บรู๊คส์ หรือ “ศิษยาภิบาลบนดาดฟ้า” ได้อาศัยอยู่บนดาดฟ้าของคริสตจักรที่อยู่ทางตอนใต้ของชิคาโกเป็นเวลา 343 วัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน บรู๊คส์ได้โพสต์ข้อความ “ขอบคุณ” ทางออนไลน์ถึงโจ สโตกส์ ครูชั้นประถมซึ่งได้สอนบทเรียนที่ไม่อาจลืมสี่ประการให้กับเขา นั่นคือพลังแห่งความบากบั่น ความสำคัญของความซื่อตรง คุณค่าของการมีส่วนร่วมในชุมชน และอิทธิพลของการศึกษา

เมื่อเรานำคำสอนแห่งปัญญาของซาโลมอนในสุภาษิต 3 มาใช้ เราก็จะสามารถบากบั่นเพื่อดำเนินชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้เช่นกัน ซาโลมอนได้สอนบทเรียนสี่ประการที่เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าและถูกเรียกให้เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในทางบวก คือ “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า” (ข้อ 5) “​จง​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​หัน​จาก​ความ​ชั่ว​ร้าย” (ข้อ 7) “จง​ถวาย​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า​ด้วย​ทรัพย์สิน​ของ​ตน” (ข้อ 9) “อย่า​ดู​หมิ่น​พระ​ดำรัส​สอน​ของ​พระ​เจ้า” (ข้อ 11) แม้คำสอนแห่งปัญญาเหล่านี้จะผลักดันให้เราเพ่งความสนใจไปที่พระเจ้า แต่ความเชื่อของเราก็ยังมีด้านที่ส่งผลกระทบกับผู้คนด้วยเช่นกัน

ในมัทธิว 5:3-12 พระเยซูผู้ทรงเป็นพระปัญญาสูงสุดได้ทรงอธิบายถึงลักษณะภายในของผู้เชื่อในพระเยซูไว้อย่างน่าฟัง นอกจากนี้พระองค์ยังเตือนสติว่าพวกเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างมาก “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​เกลือ​แห่ง​โลก” (ข้อ 13) “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก” (ข้อ 14) ดังนั้นเราจึงถือเป็นเกียรติที่ได้ “​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ทั้ง​ปวง เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เขา​ได้​เห็น​ความ​ดี​ที่​ [เรา ]ทำ เขา​จะ​ได้​สรรเสริญ​พระ​บิดา​ของ​[เรา ]ผู้​ทรง​อยู่​ใน​สวรรค์” (ข้อ 16)

ผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้า

งานฉลองวันเกิดของโรซี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจลืมได้ ทั้งอาหารที่อร่อย การพูดคุยบนโต๊ะอาหารอย่างสนุกสนาน และการที่หลานชายคนแรกมาอยู่ด้วยยิ่งทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไปอีก แต่สิ่งดีเหล่านี้ดูจืดจางไปเมื่อเทียบกับคำยกย่องที่ลูกชายทั้งสองมีต่อเธอ แม้การแต่งงานของโรซี่จะล้มเหลว แต่ทักษะของเธอในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวสร้างความแตกต่างให้ลูกชายของเธอ คำชื่นชมของพวกเขาสะท้อนถึงการที่เธอทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา คำพูดของลูกชายคนเล็กอธิบายสิ่งที่เธอเป็นได้ดีที่สุด “เธอเป็นผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้า”

ในสุภาษิต 31:10-31 ผู้อ่านได้เห็นภาพของสติปัญญาที่มาจากความยำเกรงในบริบทภายในบ้าน ความยำเกรงพระเจ้า (ข้อ 30) ซึ่งก็คือการเคารพต่อพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ จะทำให้คนนั้นเป็นคนที่เชื่อถือได้ (ข้อ 11-12) เป็นคนที่ขยันบากบั่นและมัธยัสถ์ (ข้อ 13-19) และแม้ว่าหญิงที่มีปัญญาจะยกให้ “ครอบครัวมาก่อน” (ข้อ 21-28) ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเธอใส่ใจ “แค่ในบ้านเท่านั้น” เธอยังนึกถึงการช่วยเหลือผู้อื่นด้วย (ข้อ 20)

เช่นเดียวกับโรซี่ วิถีชีวิตของผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้าจะไม่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะจากคนที่อาศัยอยู่กับพวกเธอ (ข้อ 28) ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อคนเหล่านั้นที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดจะยกย่องพวกเธอ หากคุณอยากเป็นผู้ติดตามพระเยซูที่ยำเกรงพระเจ้า จงทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และอย่าแปลกใจเมื่อคำอธิษฐานเหล่านั้นได้รับการตอบ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

พระเยซูผู้ชนะ

ในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1973 ขณะมีการแข่งเกมซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 7 ซึ่งมีความสมบูรณ์แบบเป็นเดิมพัน ในฤดูกาลนั้นของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ทีมไมอามี่ดอลฟินทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการแข่งสิบหกครั้งโดยไม่แพ้เลย และเมื่อการแข่งซูเปอร์โบวล์สิ้นสุดลง ทีมดอลฟินที่ได้ชัยชนะจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การกีฬาว่าเป็นเพียงทีมเดียวในการเล่นอเมริกันฟุตบอลอาชีพที่มีประวัติสมบูรณ์แบบ

ชัยชนะ นี่คือคำที่เหมาะสมกับพระเยซูเช่นกัน การใคร่ครวญพระราชกิจของพระองค์ทำให้เห็นถึงชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า บันทึกของมัทธิวเกี่ยวกับพันธกิจของพระคริสต์ในกาลิลี (มธ.4:23-9:38) รวมถึงบทสรุปตอนต้นและท้ายว่า “พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย” (4:23; ดู 9:35) พระคริสต์ทรงมีชัยเหนือผีร้าย โรคภัย และความตาย (มก.5:1-43) และสิ่งที่ดูเหมือนความพ่ายแพ้ยับเยิน คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน ได้กลับกลายเป็นชัยชนะครั้งสุดท้าย พระองค์ทรงชนะศัตรูที่ใหญ่ที่สุดคือความตาย โดยการทรงฟื้นคืนพระชนม์ (กจ.2:24)

ชัยชนะ ไม่ว่าจะในเกมกีฬาหรือในความมานะบากบั่นอื่นใด ล้วนแต่จะได้รับรางวัลและของขวัญตอบแทน สิ่งใดหรือที่จะเหมาะสมต่อพระเยซูผู้ซึ่งชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ได้มอบการอภัยและความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าให้แก่คนที่เชื่อในพระองค์ สิ่งนั้นคือการอุทิศตัวแด่พระองค์ด้วยความเทิดทูน!

รากฐานอันมั่นคงในพระคริสต์

ซี . เจ. สตราวด์ ควอเตอร์แบ็กทีมอเมริกันฟุตบอลเป็นคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์ และเป็นผู้เชื่อที่ปราศจากความละอายในพระเยซู ในอาชีพที่มีอายุการทำงานเฉลี่ยเพียง 3.3 ปี สตราวด์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาไว้วางใจในสิ่งใด “ฟุตบอลมี...จุดเปลี่ยนและพลิกผันมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรากฐานของคุณ และสิ่งที่วางรากฐานให้กับผมก็คือความเชื่อ”

นักฟุตบอลหรืออาชีพใดก็ตาม ไม่ได้เป็นด้านเดียวของชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง มีจุดเปลี่ยนและพลิกผัน เรื่องราวของพระเยซูในมัทธิว 7:24-27 กล่าวถึงบ้านสองหลังที่ถูกพัดกระหน่ำโดยฝน น้ำท่วม และลมพายุ แต่มีเพียงหลังเดียวที่รอดจากพายุ “เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (ข้อ 25) พระคริสต์ทรงเปรียบถึงคำสอนของพระองค์ (ข้อ 24, 26)

ใช่แล้ว พายุเกิดขึ้นในชีวิตนี้เช่นกัน ความเจ็บป่วยและความยากลำบากต่างๆ ที่เกินจะนับได้นั้นสามารถทำให้เราสับสนวุ่นวาย ชีวิตไม่ได้ “ทนทานต่อพายุ” แต่การสร้างชีวิตของเราบนพระเยซูและคำสอนของพระองค์ซึ่งเป็น “รากฐาน” อันมั่นคงของเรา (ดู 1คร.3:11) จะทำให้เกิดความแตกต่าง ผู้ที่ไม่ยอมรับพระคริสต์จะยิ่งอ่อนแอเมื่อต้องเผชิญกับพายุแห่งชีวิต แต่ผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์จะพบความมั่นคง “ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” (มธ.7:25) แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรากฐานของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา