ฉันเห็นเธอ
"ฉันเห็นเธอ” เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ในกลุ่มนักเขียนออนไลน์ที่ซึ่งเราช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน ฉันเครียดและกังวล ฉันจึงรู้สึกได้ถึงสันติและความสุขจากถ้อยคำของเธอ เธอ “เห็น” ฉัน ทั้งความหวัง ความกลัว ปัญหาและความฝันของฉัน และรักฉัน
เมื่อฉันได้ยินถ้อยคำหนุนใจที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังของเพื่อน ฉันคิดถึงฮาการ์ซึ่งเป็นหญิงคนใช้ในบ้านของอับราม หลังจากซารายและอับรามรอคอยทายาทมาหลายปี ซารายก็ทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีคือบอกให้สามีมีลูกกับนางฮาการ์ แต่เมื่อนางฮาการ์ตั้งครรภ์ เธอกลับดูหมิ่นซาราย เมื่อซารายเคี่ยวเข็ญนางกลับ ฮาการ์ก็หนีไปยังถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความเจ็บปวดและสับสนของฮาการ์ และพระองค์ทรงอวยพรเธอด้วยพระสัญญาว่าเธอจะเป็นมารดาของพงศ์พันธุ์มากมาย หลังจากครั้งนั้น ฮาการ์เรียกพระนามพระเจ้าว่า “เอล โรอี” ซึ่งหมายถึง “พระเจ้าผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ปฐก.16:13) เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ลำพังหรือถูกทอดทิ้ง
พระเจ้าทรงเห็นและรักเราเช่นเดียวกับฮาการ์ เราอาจรู้สึกเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวละเลยหรือทอดทิ้งเรา แต่เรารู้ว่าพระบิดาเห็นไม่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ทรงเห็นทั้งความรู้สึกและความกลัวทุกอย่างที่เราซ่อนไว้ พระองค์ตรัสถ้อยคำที่ให้ชีวิตแก่เรา
วีรบุรุษเบื้องหลัง
เรื่องราวในพระคัมภีร์อาจทำให้เราเอะใจและสงสัย เช่น ตอนที่โมเสสนำคนของพระเจ้าเข้าดินแดนพันธสัญญาและคนอามาเลขมาโจมตี ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องขึ้นไปบนเขาและยกไม้เท้าของพระเจ้า (อพย.17:8-15) เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเมื่อโมเสสยกมือของท่าน อิสราเอลก็ได้เปรียบ และเมื่อลดมือลง คนอามาเลขก็เป็นต่อ เมื่อโมเสสเมื่อยล้าอาโรน พี่ชายของท่านและชายอีกคนชื่อเฮอร์ช่วยกันยกแขนของท่านขึ้นเพื่อคนอิสราเอลจะได้ชัยชนะ
เราไม่รู้เรื่องของเฮอร์มากนัก แต่เขามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอลตอนนี้ซึ่งย้ำกับเราว่าวีรบุรุษเบื้องหลังก็มีส่วนสำคัญ คนที่คอยสนับสนุนและหนุนใจผู้นำต่างมีบทบาทที่จำเป็นและมักถูกมองข้าม ผู้นำอาจเป็นคนที่มีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หรือได้รับการชื่นชมในสื่อสังคม แต่พระเจ้าไม่ทรงมองข้ามคนเหล่านั้นที่รับใช้เป็นพยานอย่างเงียบๆ และสัตย์ซื่อในรูปแบบอื่น ทรงเห็นทุกคนที่อธิษฐานเผื่อเพื่อนและครอบครัว ทรงเห็นคนที่เก็บเก้าอี้ในคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ ทรงเห็นเพื่อนบ้านที่หยิบยื่นถ้อยคำหนุนใจ
พระเจ้าทรงใช้เรา แม้งานของเราจะดูเหมือนไม่สำคัญ และขอให้เราสังเกตเห็นและขอบคุณวีรบุรุษเบื้องหลังที่ช่วยเหลือเรา
ลมหายใจแห่งชีวิต
เช้าที่หนาวจัดวันหนึ่ง ขณะฉันกับลูกสาวเดินไปโรงเรียน พวกเราสนุกกับการดูลมหายใจกลายเป็นไอน้ำ เราหัวเราะกับกลุ่มก้อนไอน้ำต่างๆ ที่เราผลัดกันทำ สำหรับฉัน ช่วงเวลานั้นคือของขวัญ ที่ฉันได้ชื่นชมกับการอยู่กับลูกและการมีชีวิต
ลมหายใจที่ปกติมองไม่เห็น สามารถมองเห็นได้เมื่ออากาศหนาวจัด ทำให้ฉันคิดถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดลมหายใจแห่งชีวิต คือองค์พระผู้สร้าง พระองค์ผู้ทรงปั้นอาดัมจากผงคลีดินและประทานลมหายใจแห่งชีวิตให้กับเขา ได้ประทานชีวิตให้เราและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงเช่นกัน (ปฐก.2:7) ทุกสิ่งมาจากพระองค์ แม้กระทั่งลมหายใจของเรา ซึ่งเราสูดหายใจโดยไม่เคยคิดอะไร
การอยู่กับความสะดวกสบายและเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้เราลืมจุดเริ่มต้นของเราและลืมว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานชีวิต แต่เมื่อเราหยุดนิ่งและระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง เราจะสร้างทัศนคติของการขอบพระคุณในชีวิตประจำวันของเราได้ เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และยอมรับของขวัญแห่งชีวิตด้วยใจถ่อมและขอบพระคุณ ขอให้ความสำนึกในพระคุณของเราหลั่งไหลแตะใจผู้อื่น เพื่อว่าพวกเขาจะได้ถวายโมทนาพระเจ้าสำหรับความดีและความสัตย์ซื่อของพระองค์ด้วย
สูญเสียเพื่อจะได้อีก
เมื่อฉันแต่งงานกับคู่หมั้นชาวอังกฤษและย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร ฉันคิดว่าจะเป็นการผจญภัยห้าปีในต่างแดน ฉันไม่เคยนึกฝันว่าจะอยู่ยาวนานมาเกือบยี่สิบปี หรือบางครั้งฉันจะรู้สึกเหมือนสูญเสียชีวิตเดิม เมื่อต้องกล่าวลาครอบครัว เพื่อนฝูง การงาน และทุกสิ่งที่คุ้นเคย แต่ในการสูญเสียวิถีชีวิตแบบเดิม ฉันได้พบวิถีชีวิตที่ดีกว่า
ของขวัญของการได้ค้นพบชีวิตแบบหนึ่งเมื่อเราสูญเสียชีวิตอีกแบบหนึ่ง คือสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญาต่ออัครทูตของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงส่งสาวกสิบสองคนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ พระองค์ขอให้พวกเขารักพระองค์มากกว่าบิดามารดา บุตรชายหญิงของเขา (มธ.10:37) พระองค์ตรัสเช่นนี้ในวัฒนธรรมที่มีครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคมและให้คุณค่าไว้สูง แต่พระองค์ทรงสัญญาว่า ถ้าพวกเขาสละชีวิตเพื่อพระองค์ เขาจะได้ชีวิตรอด (มธ.10:39)
เราไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพื่อค้นหาตัวตนในพระคริสต์ หากเรารับใช้และทุ่มเทเช่นสาวกที่ออกไปแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะพบว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ เพราะความรักมากล้นที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่เรา แน่นอนว่าพระองค์ทรงรักเราไม่ว่าเราจะรับใช้พระองค์มากน้อยเพียงใด แต่เราจะพบความพึงพอใจ ความหมายและการเติมเต็มเมื่อเราทุ่มเทตัวเราเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น
แหวนตรา
ตอนทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่จากต่างประเทศเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตว่าภาษาอังกฤษของเขาสละสลวยและเขาสวมแหวนที่นิ้วก้อย ต่อมาฉันได้รู้ว่านั้นไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องแสดงถึงประวัติครอบครัวโดยตราประจำตระกูลบนแหวนนั้น
อาจเหมือนแหวนตราในหนังสือฮักกัย ผู้เผยพระวจนะฮักกัยเรียกร้องให้ประชากรของพระเจ้าเริ่มต้นสร้างพระวิหารขึ้นอีกครั้ง พวกเขาเคยถูกเนรเทศไปและได้กลับมายังแผ่นดินเกิดและเริ่มสร้างเมืองขึ้นใหม่ แต่การขัดขวางของศัตรูทำให้งานหยุดชะงัก ฮักกัยกล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่อเศรุบบาเบลผู้นำของยูดาห์ว่า เขาได้รับการเลือกสรรและตั้งไว้ให้เป็นผู้นำ เป็นเหมือนแหวนตรา
สมัยโบราณมีการใช้แหวนตราเป็นเครื่องหมายระบุตัวตน แทนที่จะเซ็นชื่อ ทุกคนจะนาบแหวนลงบนขี้ผึ้งร้อนๆ หรือดินเหนียวนิ่มๆ เพื่อประทับตราของตน ในฐานะลูกของพระเจ้า เราเองก็ได้ประทับตราไว้บนโลกนี้เมื่อเราเผยแพร่ข่าวประเสริฐ แบ่งปันพระคุณของพระเจ้าผ่านการรักเพื่อนบ้านและหยุดยั้งการกดขี่ข่มเหง
เราแต่ละคนมีตราประทับที่แตกต่างกันซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าและมีของประทานภาระใจและปัญญาต่างกันไปตามแต่ละคน เป็นการทรงเรียกและเป็นสิทธิพิเศษของเราที่จะเป็นแหวนตราของพระเจ้าในโลกใบนี้
ผู้ฟังกับผู้ประพฤติตาม
เสียงโทรศัพท์ของสามีฉันซึ่งเป็นผู้รับใช้ดังขึ้นกลางดึก หญิงอายุ 70 กว่าที่อยู่ตัวคนเดียวและเป็นนักอธิษฐานคนหนึ่งในคริสตจักรของเราถูกพาส่งโรงพยาบาล เธอป่วยถึงขั้นไม่กินไม่ดื่ม มองไม่เห็นและเดินไม่ได้ เราไม่รู้ว่าเธอจะอยู่หรือจากไป เราเป็นห่วงเธอมากจึงทูลอ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยเหลือและเมตตา คริสตจักรริเริ่มจัดตารางเยี่ยมเธอตลอดวัน เราไม่เพียงคอยดูแลเธอเท่านั้น แต่ยังสำแดงความรักของคริสเตียนแก่คนไข้ ผู้มาเยี่ยมและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนอื่นๆ ด้วย
จดหมายของยากอบถึงคริสเตียนชาวยิวยุคแรก หนุนใจให้คริสตจักรดูแลคนที่ขัดสน ยากอบต้องการให้ผู้เชื่อไม่เพียงแค่ฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่ให้สำแดงความเชื่อเป็นการปฏิบัติด้วย (ยก.1:22-25) เมื่อท่านกล่าวถึงเด็กกำพร้าและหญิงม่าย (ยก.1:27) ท่านหมายถึงกลุ่มคนที่อ่อนแอ เพราะในสมัยนั้นครอบครัวต้องรับผิดชอบดูแลพวกเขา
เราจะตอบสนองต่อกลุ่มคนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงในคริสตจักรและชุมชนของเราได้อย่างไร เราเห็นว่าการดูแลเด็กกำพร้าและหญิงม่ายเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกฝนความเชื่อของเราหรือไม่ ขอพระเจ้าทรงเปิดตาให้เราเห็นโอกาสที่จะรับใช้ผู้ขัดสนในทุกหนทุกแห่ง
ข้อเสนอดีที่สุด!
มากเท่าไรจึงจะพอ เราอาจถามคำถามนี้ในวันที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศถือเป็นวันแห่งการจับจ่ายซื้อของ ฉันหมายถึงวันที่เรียกว่าแบล็ค ฟรายเดย์ หรือวันถัดจากวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งร้านค้าต่างเปิดทำการแต่เช้าและขายสินค้าลดราคา เป็นวันที่เริ่มต้นในสหรัฐและขยายไปหลายประเทศ นักจับจ่ายบางคนมีเงินจำกัดและพยายามหาซื้อของตามเงินที่มี แต่น่าเศร้าที่หลายคนจับจ่ายซื้อของด้วยความโลภและใช้ความรุนแรงแย่งกันซื้อสินค้าราคาถูก
สติปัญญาของผู้เขียนพระคัมภีร์เดิมที่รู้จักในชื่อ “ปัญญาจารย์” (1:1) ให้ยาแก้กระแสบริโภคนิยมอย่างบ้าคลั่งที่เราอาจพบเจอในร้านค้าต่างๆ และในใจของเราเอง ท่านชี้ว่าคนที่รักเงินจะไม่มีวันพอและจะถูกทรัพย์สมบัติของตัวเองครอบงำ กระนั้น พวกเขาก็จะตายตัวเปล่า “เขาได้คลอดมา...ฉันใดเขาจะกลับไปอีกเช่นเดียวกันฉันนั้น” (5:15) อัครทูตเปาโลกล่าวเหมือนปัญญาจารย์ในจดหมายถึงทิโมธี เมื่อท่านบอกว่าการรักเงินทองคือรากแห่งความชั่วทั้งปวง และเราควรแสวงหา “ทางของพระเจ้าพร้อมทั้งความสุขใจ”(1 ทธ.6:6-10)
ไม่ว่าเราจะอยู่อย่างมั่งคั่งหรือไม่ เราต่างหาวิธีการแย่ๆ มาเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่าเพราะขาดพระเจ้า แต่เมื่อเราแสวงหาสันติสุขและความสุขสมบูรณ์จากพระเจ้า พระองค์จะทรงเติมเต็มเราด้วยความดีและความรักของพระองค์
ความเชื่อที่เสียสละ
บ่ายวันอาทิตย์ฉันนั่งอยู่ในสวนที่บ้านใกล้กับคริสตจักรที่สามีฉันรับใช้อยู่ เสียงเพลงสรรเสริญและนมัสการภาษาฟาร์ซีดังลอยมาคริสตจักรเราในลอนดอนจัดการนมัสการสำหรับชาวอิหร่าน และความร้อนรนที่พวกเขามีต่อพระคริสต์หนุนใจเราเมื่อพวกเขาเล่าถึงการถูกข่มเหงหรือผู้ที่สละชีวิตเพื่อความเชื่อ เช่น น้องชายของศิษยาภิบาลอาวุโส ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเหล่านี้ดำเนินรอยตามสเทเฟน คริสเตียนคนแรกที่ถูกฆ่าตายเพราะความเชื่อ
สเทเฟนเป็นผู้นำในคริสตจักรยุคแรก ท่านเป็นที่รู้จักในเยรูซาเล็มเพราะ “ทำการมหัศจรรย์และทำการเป็นนิมิตใหญ่” (กจ.6:8) และถูกนำไปสู้คดีต่อหน้าผู้นำชาวยิว ท่านร้อนรนปกป้องความเชื่อ แล้วกล่าวโทษผู้กล่าวหาที่ใจดื้อดึง แทนที่จะกลับใจ พวกเขากลับ “รู้สึกบาดใจและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่” (7:54) ขับไล่สเทเฟนออกนอกกรุงและเอาหินขว้างจนตาย แต่สเทเฟนอธิษฐานขอพระเจ้าอภัยให้พวกเขา
เรื่องราวของสเทเฟนและผู้พลีชนม์ในปัจจุบันย้ำเตือนเราว่า ข่าวประเสริฐของพระคริสต์อาจเผชิญการตอบโต้รุนแรงได้ ถ้าเราไม่เคยถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ ขอให้เราอธิษฐานเผื่อคริสตจักรทั่วโลกที่ถูกข่มเหงและเมื่อเราต้องถูกทดสอบ ก็ขอให้เราได้พบพระคุณเพื่อจะสัตย์ซื่อต่อพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อเรา
รักด้วยการกระทำ
"คุณมีเสื้อผ้า 2-3 ชิ้นจะให้ฉันช่วยซักไหม” ฉันถามแขกที่มาพักที่บ้านของเราในลอนดอน ตาของเขาเป็นประกายและบอกลูกสาวที่เดินผ่านมาว่า “เอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วของลูกมา เอมี่จะซักให้เรา” ฉันยิ้ม และตระหนักว่าความเอื้อเฟื้อของฉันเพิ่มพูนจากเสื้อผ้า 2-3 ชิ้นไปเป็นเสื้อผ้าหลายกอง
ต่อมาขณะกำลังตากผ้าบนราวนอกบ้าน ข้อความจากพระคัมภีร์ที่อ่านเมื่อเช้าแวบเข้ามาในความคิด “จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ฟป.2:3) ฉันกำลังอ่านจดหมายที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาใช้ชีวิตสมกับการทรงเรียกของพระคริสต์ โดยให้รับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น พวกเขากำลังเผชิญการกดขี่ข่มเหง แต่เปาโลต้องการให้พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่านรู้ว่าความสามัคคีที่เกิดจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์และสำแดงออกเป็นการรับใช้กันและกันนั้น จะทำให้พวกเขารักษาความเชื่อไว้ได้อย่างเข้มแข็ง
เราอาจอ้างว่าเรารักผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัวหรือถือดี แต่สภาวะที่แท้จริงในใจเราจะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าเราจะสำแดงความรักให้เป็นการกระทำ แม้ฉันถูกทดลองให้พร่ำบ่น แต่ฉันรู้ว่าในฐานะผู้ติดตามพระเยซู พระองค์เรียกให้ฉันรักเพื่อนด้วยการกระทำ และด้วยใจที่ใสสะอาด
ขอให้เราพบวิธีที่จะรับใช้ครอบครัว เพื่อนและเพื่อนบ้าน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า