หยาดฝนชื่นใจ
ฉันต้องการหยุดพักจึงออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ขณะที่เดินอยู่ก็สะดุดตากับต้นอ่อนสีเขียวเล็กๆ ที่งอกขึ้นมาจากดินโคลน ซึ่งในอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะเติบโตเป็นดอกแดฟโฟดีลที่สวยงาม บ่งบอกว่าความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิกำลังมา ฤดูหนาวผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่งแล้ว
ขณะที่อ่านพระธรรมโฮเชยา เราอาจรู้สึกเหมือนกับฤดูหนาวยาวนานไม่สิ้นสุด เพราะพระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้โฮเชยา คือการแต่งงานกับหญิงเจ้าชู้ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อให้เห็นถึงความรักที่พระผู้สร้างมีต่อคนอิสราเอล (ฮชย.1:2-3) โกเมอร์ภรรยาของโฮเชยาผิดคำมั่นสัญญาของการแต่งงาน แต่โฮเชยาก็ยังต้อนรับนางกลับมา และปรารถนาให้นางรักและทุ่มเทต่อท่านเพียงผู้เดียว (ฮชย.3:1-3)เช่นกัน พระเจ้าก็ปรารถนาให้เรารักพระองค์ด้วยกำลัง และความมุ่งมั่นที่ไม่จางหายไปเหมือนหมอกยามเช้า
แล้วเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างไร เราแสวงหาพระองค์เฉพาะในเวลาที่เจอเรื่องทุกข์ใจหรือ หรือแสวงหาคำตอบในเวลาที่เราโศกเศร้า แต่พอถึงช่วงเวลาแห่งความสุขกลับเมินเฉยต่อพระองค์ เราเหมือนคนอิสราเอลหรือไม่ ที่ใจโลเลไปหารูปเคารพในยุคนี้ ซึ่งรวมไปถึงภารกิจยุ่งเหยิง ความสำเร็จ และการมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น
ขอให้เราถวายตัวอีกครั้งกับพระเจ้า ผู้ทรงรักเราอย่างแน่แท้เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
ของขวัญจากการต้อนรับ
อาหารมื้อค่ำที่เราเลี้ยงต้อนรับครอบครัวซึ่งมาจากห้าเชื้อชาติยังคงเป็นความทรงจำที่พิเศษ เราไม่ได้คุยกันเป็นคู่ๆ แต่เราทุกคนต่างแบ่งปันถึงชีวิตในลอนดอนจากมุมมองของคนที่มาจากหลายๆส่วนของโลกให้กันและกันฟัง เมื่อค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง ฉันและสามีคุยกันว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ ซึ่งรวมถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้จากการบ่มเพาะมิตรภาพใหม่ๆ และการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรุปความคิดของท่านด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และบอกผู้อ่านว่าควรต้อนรับแขกแปลกหน้าอยู่เสมอๆ เพราะโดยการกระทำอย่างนี้ “บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” (13:2) ท่านอาจหมายถึงอับราฮัมกับนางซาราห์ในปฐมกาล 18:1-2 ซึ่งได้ต้อนรับแขกแปลกหน้าสามคนด้วยใจกว้างขวางและเลี้ยงอาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมในสมัยของพระคัมภีร์ โดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังต้อนรับทูตสวรรค์ผู้นำสารแห่งพระพรมาให้
เราไม่เชิญให้ใครมาที่บ้านเราโดยหวังจะได้รับอะไรจากพวกเขา แต่เรามักได้รับมากกว่าที่เราให้ ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงความรักของพระองค์ผ่านเราเมื่อเราต้อนรับผู้อื่นในแบบของพระองค
โลกแห่งความเป็นจริง
แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากสูญเสียเมลิสสา ลูกสาววัยสิบเจ็ดปีจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 2002 ผมยังพบว่าบางครั้งเมื่อโศกเศร้าผมก็หลงเข้าสู่โลก “ถ้าหาก” เป็นเรื่องง่ายมากที่จะจินตนาการเหตุการณ์ในค่ำคืนเดือนมิถุนายนอันน่าเศร้านั้นเสียใหม่ และคิดหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่หากเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ลูกผมกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย
แต่ในความเป็นจริง โลก “ถ้าหาก” ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ ที่นั่นเป็นโลกแห่งความเสียใจสงสัยและสิ้นหวัง แม้ความทุกข์ใจจะมีอยู่จริงและความเศร้าไม่เคยหายไป แต่จะเป็นผลดีกับเรามากกว่าและพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติเมื่อเราอยู่ในโลก “จริง”
ในโลกจริง เราจะได้พบความหวัง การหนุนใจและการปลอบประโลม เรามีความหวัง (1 ธส.4:13) คือความมั่นใจว่าเพราะเมลิสสารักพระเยซู เธอจึงไปอยู่ในที่ที่ “ประเสริฐกว่ามากนัก” (ฟป.1:23) พระเจ้าแห่งการชูใจทุกอย่างทรงสถิตกับเรา (2 คร.1:3) เรามี “ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” จากพระเจ้า (สดด.46:1) และเรามักได้การหนุนใจจากเพื่อนผู้เชื่อ
ไม่มีใครอยากพบโศกนาฏกรรมในชีวิต แต่เมื่อเราเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความช่วยเหลือที่ดีที่สุดของเรามาจากการวางใจพระเจ้า ผู้ทรงเป็นความหวังอันแน่นอนในโลกแห่งความเป็นจริง
ประภาคาร
ศูนย์พันธกิจในรวันดาชื่อ “ไลท์เฮ้าส์” (ประภาคาร) ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์แสดงการไถ่ ศูนย์นี้อยู่บนผืนดินที่เคยเป็นบ้านหลังใหญ่โตของประธานาธิบดีในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 แต่อาคารใหม่นี้ถูกสร้างโดยคริสเตียนเพื่อเป็นดวงประทีปนำความสว่างและความหวัง ที่นั่นมีสถาบันพระคริสตธรรมเพื่อสร้างผู้นำคริสเตียนรุ่นใหม่ และมีโรงแรม ร้านอาหารและบริการอื่นๆ สำหรับชุมชน ชีวิตใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่าน ผู้คนที่ช่วยกันสร้างไลท์เฮ้าส์ต่างยึดเอาพระเยซูเป็นแหล่งความหวังและการไถ่
เมื่อพระเยซูเสด็จไปยังธรรมศาลาในนาซาเร็ธในวันสะบาโต พระองค์ทรงอ่านพระธรรมอิสยาห์และประกาศว่าพระองค์เป็นผู้ที่ทรงเจิมตั้งไว้ให้ประกาศความโปรดปรานของพระเจ้า (ดู ลก.4:14-21) พระองค์ทรงเป็นผู้เสด็จมาเพื่อเล้าโลมคนที่ชอกช้ำและประทานการไถ่และการอภัย ในพระเยซูเราได้เห็นความงดงามแทนขี้เถ้า (อสย.61:3)
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนเผ่า ที่ทำให้สูญเสียชีวิตกว่าครึ่งล้านทั้งยังเหี้ยมโหดเกินจินตนาการและน่าสะพรึงกลัว และเราไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย แต่เรารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่ให้พ้นความชั่วร้ายได้ ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือในสวรรค์ พระองค์ผู้ประทานน้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ทรงให้ความหวังกับเราท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมิดที่สุด
ฉันเห็นเธอ
"ฉันเห็นเธอ” เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ในกลุ่มนักเขียนออนไลน์ที่ซึ่งเราช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน ฉันเครียดและกังวล ฉันจึงรู้สึกได้ถึงสันติและความสุขจากถ้อยคำของเธอ เธอ “เห็น” ฉัน ทั้งความหวัง ความกลัว ปัญหาและความฝันของฉัน และรักฉัน
เมื่อฉันได้ยินถ้อยคำหนุนใจที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังของเพื่อน ฉันคิดถึงฮาการ์ซึ่งเป็นหญิงคนใช้ในบ้านของอับราม หลังจากซารายและอับรามรอคอยทายาทมาหลายปี ซารายก็ทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีคือบอกให้สามีมีลูกกับนางฮาการ์ แต่เมื่อนางฮาการ์ตั้งครรภ์ เธอกลับดูหมิ่นซาราย เมื่อซารายเคี่ยวเข็ญนางกลับ ฮาการ์ก็หนีไปยังถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความเจ็บปวดและสับสนของฮาการ์ และพระองค์ทรงอวยพรเธอด้วยพระสัญญาว่าเธอจะเป็นมารดาของพงศ์พันธุ์มากมาย หลังจากครั้งนั้น ฮาการ์เรียกพระนามพระเจ้าว่า “เอล โรอี” ซึ่งหมายถึง “พระเจ้าผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ปฐก.16:13) เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ลำพังหรือถูกทอดทิ้ง
พระเจ้าทรงเห็นและรักเราเช่นเดียวกับฮาการ์ เราอาจรู้สึกเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวละเลยหรือทอดทิ้งเรา แต่เรารู้ว่าพระบิดาเห็นไม่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ทรงเห็นทั้งความรู้สึกและความกลัวทุกอย่างที่เราซ่อนไว้ พระองค์ตรัสถ้อยคำที่ให้ชีวิตแก่เรา
วีรบุรุษเบื้องหลัง
เรื่องราวในพระคัมภีร์อาจทำให้เราเอะใจและสงสัย เช่น ตอนที่โมเสสนำคนของพระเจ้าเข้าดินแดนพันธสัญญาและคนอามาเลขมาโจมตี ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องขึ้นไปบนเขาและยกไม้เท้าของพระเจ้า (อพย.17:8-15) เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเมื่อโมเสสยกมือของท่าน อิสราเอลก็ได้เปรียบ และเมื่อลดมือลง คนอามาเลขก็เป็นต่อ เมื่อโมเสสเมื่อยล้าอาโรน พี่ชายของท่านและชายอีกคนชื่อเฮอร์ช่วยกันยกแขนของท่านขึ้นเพื่อคนอิสราเอลจะได้ชัยชนะ
เราไม่รู้เรื่องของเฮอร์มากนัก แต่เขามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอลตอนนี้ซึ่งย้ำกับเราว่าวีรบุรุษเบื้องหลังก็มีส่วนสำคัญ คนที่คอยสนับสนุนและหนุนใจผู้นำต่างมีบทบาทที่จำเป็นและมักถูกมองข้าม ผู้นำอาจเป็นคนที่มีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หรือได้รับการชื่นชมในสื่อสังคม แต่พระเจ้าไม่ทรงมองข้ามคนเหล่านั้นที่รับใช้เป็นพยานอย่างเงียบๆ และสัตย์ซื่อในรูปแบบอื่น ทรงเห็นทุกคนที่อธิษฐานเผื่อเพื่อนและครอบครัว ทรงเห็นคนที่เก็บเก้าอี้ในคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ ทรงเห็นเพื่อนบ้านที่หยิบยื่นถ้อยคำหนุนใจ
พระเจ้าทรงใช้เรา แม้งานของเราจะดูเหมือนไม่สำคัญ และขอให้เราสังเกตเห็นและขอบคุณวีรบุรุษเบื้องหลังที่ช่วยเหลือเรา
ลมหายใจแห่งชีวิต
เช้าที่หนาวจัดวันหนึ่ง ขณะฉันกับลูกสาวเดินไปโรงเรียน พวกเราสนุกกับการดูลมหายใจกลายเป็นไอน้ำ เราหัวเราะกับกลุ่มก้อนไอน้ำต่างๆ ที่เราผลัดกันทำ สำหรับฉัน ช่วงเวลานั้นคือของขวัญ ที่ฉันได้ชื่นชมกับการอยู่กับลูกและการมีชีวิต
ลมหายใจที่ปกติมองไม่เห็น สามารถมองเห็นได้เมื่ออากาศหนาวจัด ทำให้ฉันคิดถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดลมหายใจแห่งชีวิต คือองค์พระผู้สร้าง พระองค์ผู้ทรงปั้นอาดัมจากผงคลีดินและประทานลมหายใจแห่งชีวิตให้กับเขา ได้ประทานชีวิตให้เราและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงเช่นกัน (ปฐก.2:7) ทุกสิ่งมาจากพระองค์ แม้กระทั่งลมหายใจของเรา ซึ่งเราสูดหายใจโดยไม่เคยคิดอะไร
การอยู่กับความสะดวกสบายและเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้เราลืมจุดเริ่มต้นของเราและลืมว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานชีวิต แต่เมื่อเราหยุดนิ่งและระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง เราจะสร้างทัศนคติของการขอบพระคุณในชีวิตประจำวันของเราได้ เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และยอมรับของขวัญแห่งชีวิตด้วยใจถ่อมและขอบพระคุณ ขอให้ความสำนึกในพระคุณของเราหลั่งไหลแตะใจผู้อื่น เพื่อว่าพวกเขาจะได้ถวายโมทนาพระเจ้าสำหรับความดีและความสัตย์ซื่อของพระองค์ด้วย
สูญเสียเพื่อจะได้อีก
เมื่อฉันแต่งงานกับคู่หมั้นชาวอังกฤษและย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร ฉันคิดว่าจะเป็นการผจญภัยห้าปีในต่างแดน ฉันไม่เคยนึกฝันว่าจะอยู่ยาวนานมาเกือบยี่สิบปี หรือบางครั้งฉันจะรู้สึกเหมือนสูญเสียชีวิตเดิม เมื่อต้องกล่าวลาครอบครัว เพื่อนฝูง การงาน และทุกสิ่งที่คุ้นเคย แต่ในการสูญเสียวิถีชีวิตแบบเดิม ฉันได้พบวิถีชีวิตที่ดีกว่า
ของขวัญของการได้ค้นพบชีวิตแบบหนึ่งเมื่อเราสูญเสียชีวิตอีกแบบหนึ่ง คือสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญาต่ออัครทูตของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงส่งสาวกสิบสองคนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ พระองค์ขอให้พวกเขารักพระองค์มากกว่าบิดามารดา บุตรชายหญิงของเขา (มธ.10:37) พระองค์ตรัสเช่นนี้ในวัฒนธรรมที่มีครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคมและให้คุณค่าไว้สูง แต่พระองค์ทรงสัญญาว่า ถ้าพวกเขาสละชีวิตเพื่อพระองค์ เขาจะได้ชีวิตรอด (มธ.10:39)
เราไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพื่อค้นหาตัวตนในพระคริสต์ หากเรารับใช้และทุ่มเทเช่นสาวกที่ออกไปแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะพบว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ เพราะความรักมากล้นที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่เรา แน่นอนว่าพระองค์ทรงรักเราไม่ว่าเราจะรับใช้พระองค์มากน้อยเพียงใด แต่เราจะพบความพึงพอใจ ความหมายและการเติมเต็มเมื่อเราทุ่มเทตัวเราเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น
แหวนตรา
ตอนทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่จากต่างประเทศเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตว่าภาษาอังกฤษของเขาสละสลวยและเขาสวมแหวนที่นิ้วก้อย ต่อมาฉันได้รู้ว่านั้นไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องแสดงถึงประวัติครอบครัวโดยตราประจำตระกูลบนแหวนนั้น
อาจเหมือนแหวนตราในหนังสือฮักกัย ผู้เผยพระวจนะฮักกัยเรียกร้องให้ประชากรของพระเจ้าเริ่มต้นสร้างพระวิหารขึ้นอีกครั้ง พวกเขาเคยถูกเนรเทศไปและได้กลับมายังแผ่นดินเกิดและเริ่มสร้างเมืองขึ้นใหม่ แต่การขัดขวางของศัตรูทำให้งานหยุดชะงัก ฮักกัยกล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่อเศรุบบาเบลผู้นำของยูดาห์ว่า เขาได้รับการเลือกสรรและตั้งไว้ให้เป็นผู้นำ เป็นเหมือนแหวนตรา
สมัยโบราณมีการใช้แหวนตราเป็นเครื่องหมายระบุตัวตน แทนที่จะเซ็นชื่อ ทุกคนจะนาบแหวนลงบนขี้ผึ้งร้อนๆ หรือดินเหนียวนิ่มๆ เพื่อประทับตราของตน ในฐานะลูกของพระเจ้า เราเองก็ได้ประทับตราไว้บนโลกนี้เมื่อเราเผยแพร่ข่าวประเสริฐ แบ่งปันพระคุณของพระเจ้าผ่านการรักเพื่อนบ้านและหยุดยั้งการกดขี่ข่มเหง
เราแต่ละคนมีตราประทับที่แตกต่างกันซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าและมีของประทานภาระใจและปัญญาต่างกันไปตามแต่ละคน เป็นการทรงเรียกและเป็นสิทธิพิเศษของเราที่จะเป็นแหวนตราของพระเจ้าในโลกใบนี้