เราไม่ได้เป็นพระเจ้า
ในหนังสือ แก่นแท้แห่งคริสต์ศาสนา ซี. เอส. ลูอิสได้แนะนำให้เราถามตัวเองเพื่อตรวจสอบว่าเราหยิ่งผยองหรือไม่ “ฉันรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหนเมื่อคนอื่นดูแคลนหรือทำเป็นไม่เห็นฉัน...ดูถูกฉันหรือโอ้อวดตัวเอง” ลูอิสเห็นว่าความเย่อหยิ่งเป็น “ความชั่วร้ายที่ร้ายแรงที่สุด” และเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ยากในบ้านและประเทศชาติ เขาเรียกมันว่า “มะเร็งฝ่ายจิตวิญญาณ” ที่กัดกินความรัก ความพึงพอใจ และแม้แต่สามัญสำนึก
ความหยิ่งผยองเป็นปัญหามาตลอดทุกยุคสมัย พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลเพื่อเตือนผู้นำของเมืองไทระที่อยู่ชายฝั่งทะเลถึงความหยิ่งผยองของท่าน พระองค์ตรัสว่าความหยิ่งของกษัตริย์จะทำให้ท่านตกต่ำ “เพราะเจ้าถือตัวเจ้าว่า...ฉลาดอย่างพระเจ้า เพราะฉะนั้น ดูเถิดเราจะนำคนต่างด้าวมาสู้เจ้า” (อสค.28:6-7) เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าท่านไม่ได้เป็นพระเจ้า แต่เป็นเพียงมนุษย์ (ข้อ 9)
ตรงข้ามกับความหยิ่งผยองคือความถ่อมใจ ซึ่งลูอิสเรียกว่าคุณธรรมที่เราได้รับผ่านการรู้จักพระเจ้า ลูอิสกล่าวว่าเมื่อเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ เรากลายเป็น “ผู้ถ่อมใจอย่างมีความสุข” เราจะรู้สึกได้รับการปลดปล่อยจากเรื่อง หยุมหยิมไร้สาระเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ทำให้เรากระวนกระวายและไม่มีความสุข
ยิ่งเรานมัสการพระเจ้ามากเท่าใด เราจะรู้จักพระองค์และถ่อมใจลงต่อพระพักตร์พระองค์ได้มากขึ้นเท่านั้น ขอให้เราเป็นผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดีและถ่อมใจ
มอบทุกสิ่ง
ชายสองคนเป็นที่จดจำในการรับใช้ผู้อื่นเพื่อพระเยซู โดยได้ทิ้งอาชีพในด้านศิลปะเพื่อถวายตัวไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงเรียก เจมส์ โอ. เฟรเซอร์ (ค.ศ.1886-1938) ตัดสินใจยุติการเป็นนักเปียโนในอังกฤษเพื่อรับใช้ชาวลีซูในจีน ส่วนจัดสัน ฟาน เดอเวนเตอร์ชาวอเมริกัน (ค.ศ.1855-1939) เลือกเป็นผู้ประกาศแทนอาชีพด้านศิลปะ ต่อมาเขาแต่งเพลงนมัสการ “ข้ามอบทุกสิ่งแด่พระเยซู”
ขณะที่สายอาชีพศิลปะเป็นงานในฝันของหลายคน แต่คนเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาทิ้งอาชีพหนึ่งเพื่อทำสิ่งอื่น พวกเขาอาจได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่พระเยซูแนะนำเศรษฐีหนุ่มให้สละสิ่งที่มีเพื่อติดตามพระองค์ (มก.10:17-25) เปโตรซึ่งเห็นเหตุการณ์นั้นทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัด และได้ติดตามพระองค์มา” (ข้อ 28) พระเยซูยืนยันกับท่านว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตนิรันดร์แก่ผู้ที่ติดตามพระองค์ และ “ในยุคนี้ ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า” และได้ชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 30) แต่พระองค์จะทรงจัดสรรตามพระปัญญา “หลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น” (ข้อ 31)
ไม่ว่าพระเจ้าทรงวางเราไว้ที่ใด เราถูกเรียกให้ถวายชีวิตทุกวันแด่พระคริสต์ เชื่อฟังเสียงเรียกอันอ่อนสุภาพให้ติดตามและรับใช้ด้วยความสามารถและทรัพยากรที่มี ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงาน ชุมชน หรือไกลบ้าน เมื่อเราทำตาม พระองค์จะช่วยให้เรารักผู้อื่น โดยให้ความต้องการของพวกเขาอยู่เหนือความต้องการของเรา
ขั้นตอนสู่ความสุกงอม
ในช่วงต้นของการรับใช้นานห้าสิบปีที่เคมบริดจ์ประเทศอังกฤษ ชาลส์ซีเมียน (ค.ศ. 1759-1836) ได้พบกับเพื่อนบ้านที่เป็นศิษยาภิบาล เฮนรี่ เวนน์และลูกสาว หลังการเยี่ยมเยียนครั้งนั้น พวกลูกๆปรารภว่าเขาเป็นคนหนุ่มที่ดูหยาบกระด้างและยึดมั่นในตนเอง เวนน์ตอบสนองโดยบอกให้ลูกๆเก็บลูกพีชมาจากต้น ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยว่าพ่อจะเก็บผลไม้ที่ยังไม่สุกมาทำไม พ่อพูดว่า“ลูกรัก ผลไม้นี้ยังดิบอยู่และเราต้องรอ แต่ถ้าได้แสงแดดอีกเล็กน้อยและฝนอีกสักหน่อย ลูกพีชก็จะสุกและหวาน คุณซีเมียนก็เช่นกัน”
หลายปีผ่านไปซีเมียนได้รับการเปลี่ยนแปลงให้อ่อนโยนขึ้นโดยพระคุณของพระเจ้า สาเหตุหนึ่งคือเขามุ่งมั่นในการอ่านพระคำและอธิษฐานทุกวัน เพื่อนที่พักอยู่กับเขาหลายเดือนเป็นพยานถึงการปฏิบัตินี้และกล่าวว่า “นี่คือเคล็ดลับของพระคุณและกำลังฝ่ายวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเขา”
ในการใช้เวลากับพระเจ้าทุกวันนั้นซีเมียนปฏิบัติตามผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ผู้สัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า เยเรมีย์พึ่งพิงในการฝึกฝนนี้และกล่าวว่า “เมื่อพบพระวจนะของพระองค์แล้วข้าพระองค์ก็กินเสีย” ท่านใคร่ครวญพระคำพระเจ้าซึ่งเป็น “ความชื่นบาน” และ “ความปีติยินดีแห่งจิตใจ” ของท่าน (ยรม.15:16)
ถ้าเรายังเป็นผลไม้ที่ดิบอยู่ เราสามารถวางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงทำให้เราอ่อนโยนขึ้นโดยพระวิญญาณเมื่อเรารู้จักพระองค์ผ่านการอ่านและการเชื่อฟังพระคำ
สร้างสิ่งปรักหักพังขึ้นใหม่
ตอนอายุ 17 ปี โดเวนต้องออกจากบ้านในมาเนนเบิร์กซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้เพราะการขโมยและการเสพติดเฮโรอีน เขาไม่ได้ไปไกล แต่สร้างกระท่อมสังกะสีอยู่ในสนามหลังบ้านแม่ ซึ่งไม่นานได้ถูกเรียกว่าคาสิโนโดยใช้เป็นที่เสพยา แต่เมื่ออายุ 19 เขารับเชื่อพระเยซู เส้นทางในการเลิกยาของเขานั้นยาวนานและเหนื่อยยาก แต่เขาก็เลิกได้ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าและการสนับสนุนจากเพื่อนผู้เชื่อ สิบปีหลังจากโดเวนสร้างคาสิโน เขาและคนอื่นๆได้เปลี่ยนกระท่อมหลังนี้เป็นคริสตจักรบ้าน จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งมั่วสุมตอนนี้ได้กลายเป็นสถานนมัสการและอธิษฐาน
ผู้นำคริสตจักรแห่งนี้ใช้เยเรมีย์ 33 เป็นแนวทางที่พระเจ้าจะนำการรักษาและการฟื้นฟูมาสู่ผู้คนและสถานที่ต่างๆ เช่นที่ได้ทรงทำกับโดเวนและคาสิโนในอดีต ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์กล่าวกับคนของพระเจ้าที่ถูกจับเป็นเชลยว่า แม้เมืองจะถูกทำลายแต่พระเจ้าจะทรงรักษาประชากรของพระองค์และจะ “สร้างเขาทั้งหลายเสียใหม่” ชำระพวกเขาจากความบาป (ยรม.33:7-8) เมื่อนั้นเมืองนี้จะทำให้พระองค์ชื่นบาน มีชื่อและมีศักดิ์ศรี (ข้อ 9)
เมื่อเราถูกล่อลวงให้รู้สึกสิ้นหวังเพราะความบาปทำให้หัวใจสลายและโลกพังทลาย ขอให้เรายังคงอธิษฐานต่อไปว่าพระเจ้าจะทรงนำมาซึ่งการเยียวยารักษาและความหวัง เช่นเดียวกับที่ทรงทำในสนามหลังบ้านในมาเนนเบิร์ก
จงขอบพระคุณอยู่เสมอ
ในศตวรรษที่ 17 มาร์ติน รินคาร์ท รับใช้พระเจ้าในแซกโซนีประเทศเยอรมนี ในยุคที่เกิดสงครามและโรคระบาดเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ในปีหนึ่งเขาต้องจัดงานศพกว่า 4 พันครั้งรวมทั้งงานศพของภรรยาตัวเอง เวลานั้นอาหารขาดแคลนจนครอบครัวเขาต้องทนหิว แม้เขาอาจสิ้นหวัง แต่ความเชื่อในพระเจ้ายังคงเข้มแข็งและเขายังขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ เขาถ่ายทอดหัวใจที่กตัญญูออกมาเป็นเพลงที่ชื่อว่า “Nun danket alle Gott” ซึ่งกลายเป็นบทเพลงชีวิตคริสเตียนที่หลายคนชื่นชอบชื่อ “จงขอบพระคุณพระเจ้า”
รินคาร์ททำตามอย่างผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ผู้ซึ่งสั่งสอนประชากรของพระเจ้าให้ขอบพระคุณอยู่เสมอแม้ในเวลาที่พวกเขาผิดหวังในพระเจ้า (อสย.12:1) หรือเมื่อศัตรูกดขี่พวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขายังคงยกย่องพระนามพระเจ้าและ “ประกาศบรรดาพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย” (ข้อ 4)
อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะขอบคุณพระเจ้าในเทศกาลเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว เช่น วันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นเวลาที่เราสนุกสนานกับงานเลี้ยงร่วมกับเพื่อนฝูงและครอบครัว แต่เราจะขอบคุณพระเจ้าในช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก เช่น เมื่อบางคนหายไปจากกลุ่ม เมื่อมีปัญหาการเงินหรือขัดแย้งกับคนใกล้ชิดได้หรือไม่
จงเอาอย่างศิษยาภิบาลรินคาร์ทโดยร่วมใจกันเปล่งเสียงสรรเสริญและขอบพระคุณแด่ “พระเจ้านิรันดร์ ผู้ซึ่งโลกและสวรรค์ต่างพากันยกย่อง” เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงกระทำกิจอันดีเลิศ” (ข้อ 5)
เมื่อพระเจ้าตรัส
ลิลลี่ซึ่งเป็นนักแปลพระคัมภีร์กำลังกลับบ้านที่ประเทศของเธอโดยเครื่องบิน ขณะถูกกักตัวที่สนามบิน โทรศัพท์ของเธอถูกตรวจสอบ และเมื่อเจ้าหน้าที่พบสำเนาเสียงของพันธสัญญาใหม่ในนั้น พวกเขายึดโทรศัพท์และตั้งคำถามเธอนานสองชั่วโมง ณ จุดหนึ่งพวกเขาขอให้เธอเปิดแอพพระคัมภีร์ ซึ่งถูกตั้งไว้ที่มัทธิว 7:1-2 “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” เมื่อได้ยินพระคำในภาษาของพวกเขา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหน้าซีดเผือด จากนั้นเธอได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ
เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจของเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน แต่เรารู้ว่า “คำ...ที่ออกไปจากปากของเรา [พระเจ้า]” สัมฤทธิ์ผลตามที่พระองค์ทรงประสงค์ (อสย.55:11) อิสยาห์พยากรณ์พระคำแห่งความหวังนี้แก่ประชากรของพระเจ้าที่ถูกเนรเทศ ให้ความมั่นใจแก่พวกเขาว่า เช่นเดียวกับที่ฝนและหิมะทำให้แผ่นดินออกดอกและเติบโต สิ่งที่ “ออกไปจากปากของเรา [พระเจ้า]นั้น” จะสัมฤทธิ์ผลตามพระประสงค์ของพระองค์ (ข้อ 10-11)
เราสามารถอ่านพระคำตอนนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในพระเจ้า เมื่อเราต้องเผชิญสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่นที่ลิลลี่เผชิญกับเจ้าหน้าที่สนามบิน ขอให้เราวางใจว่าพระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจ แม้ว่าเราจะไม่เห็นผลลัพธ์สุดท้ายก็ตาม
รักคนแปลกหน้า
เมื่อฉันย้ายไปต่างประเทศ หนึ่งในประสบการณ์แรกๆที่เกิดขึ้นทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้อนรับของที่นั่น หลังจากหาที่นั่งได้แล้วในคริสตจักรเล็กๆแห่งหนึ่งที่สามีฉันเทศนาในวันนั้น มีสุภาพบุรุษชราเสียงห้าวคนหนึ่งทำให้ฉันตกใจเมื่อเขาพูดว่า “ขยับไปที่อื่น” ภรรยาของเขาขอโทษและอธิบายว่าฉันมานั่งที่นั่งประจำของพวกเขา หลายปีต่อมาฉันจึงรู้ว่าคริสตจักรนี้เคยให้คนเช่าที่นั่งเพื่อหาทุนให้คริสตจักร และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครมานั่งตรงที่ที่มีเจ้าของ ความคิดนั้นยังติดอยู่แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว
หลังจากนั้นฉันจึงได้ใคร่ครวญสิ่งที่พระเจ้าสอนชาวอิสราเอลให้พวกเขาต้อนรับคนต่างชาติ ซึ่งตรงข้ามกับวิธีปฏิบัติที่ฉันเคยเจอ ในการตั้งกฏเกณฑ์เพื่อให้คนของพระองค์เกิดผลดีนั้น พระองค์ได้เตือนให้พวกเขาต้อนรับคนต่างชาติเพราะพวกเขาเองก็เคยเป็นคนต่างชาติ (ลนต.19:34) ไม่ใช่แค่ปฏิบัติต่อคนต่างชาติอย่างดี (ข้อ 33) แต่ยังต้อง “รักเขาเหมือนกับรักตัวเอง” (ข้อ 34) พระเจ้าได้ช่วยกู้พวกเขาให้รอดจากการถูกข่มเหงในอียิปต์ และให้พวกเขาได้อาศัยในแผ่นดินที่มี “น้ำนมและน้ำผึ้งบริบูรณ์” (อพย.3:17) พระองค์คาดหวังให้คนของพระองค์รักผู้อื่นที่มาอาศัยในแผ่นดินนั้นด้วย
เมื่อพบกับคนแปลกหน้าอยู่ท่ามกลางพวกเรา ขอพระเจ้าช่วยให้เราไม่ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ ที่จะปิดกั้นเราไม่ให้สำแดงความรักของพระองค์กับพวกเขา
หยุดข่าวลือ
หลังจากชาร์ลส์ ซีเมียน (ค.ศ.1759-1836) ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักรโฮลี่ทรินิตี้ในเมืองเคมบริดจ์ประเทศอังกฤษ ท่านเผชิญการต่อต้านอยู่หลายปี เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในคริสตจักรต้องการให้ผู้รับใช้อีกคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งแทน พวกเขาจึงแพร่ข่าวลือและปฏิเสธงานรับใช้ของชาร์ลส์หลายครั้งพวกเขาถึงกับปิดประตูไม่ให้ท่านเข้าไปในโบสถ์ แต่ชาร์ลส์ผู้ปรารถนาการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า ได้หาทางรับมือกับคำนินทาโดยการตั้งกฎในการใช้ชีวิตขึ้น ข้อหนึ่งคือ อย่าเชื่อในข่าวลือนอกจากว่ามันจะเป็นความจริง และอีกข้อคือ “จงเชื่อเสมอว่า หากเราได้ฟังเรื่องจากอีกด้านหนึ่ง เรื่องราวจะต่างออกไปมาก”
ในการทำเช่นนี้ท่านได้ปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงสอนคนของพระองค์ให้หยุดกระจายคำนินทาและคำพูดปองร้าย ซึ่งพระองค์รู้ว่าจะกัดกร่อนความรักที่พวกเขามีต่อกันและกัน หนึ่งในพระบัญญัติสิบประการก็สะท้อนถึงพระประสงค์ที่จะให้พวกเขาใช้ชีวิตตามความจริง “อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน” (อพย.20:16) คำสอนอีกข้อในอพยพก็สนับสนุนพระบัญญัติดังกล่าวว่า “อย่านำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆกัน” (23:1)
ลองคิดดูว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร หากเราแต่ละคนไม่กระจายข่าวลือและเรื่องเท็จ และหยุดมันทันทีที่ได้ยิน ขอให้เราทั้งหลายพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ช่วยเราพูดความจริงด้วยความรัก และใช้คำพูดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ห้ามตกปลา
คอร์รี่ เทน บูม ผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ชาวยิวทราบดีถึงความสำคัญของการให้อภัย ในหนังสือ พเนจรเพื่อพระเจ้า เธอบอกว่า ภาพโปรดในจินตนาการของเธอคือภาพของบาปที่ได้รับการอภัยถูกโยนลงในทะเล “เมื่อเราสารภาพบาป พระเจ้าทรงโยนมันลงไปในมหาสมุทรที่ลึกที่สุด หายไปตลอดกาล... ฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงติดป้ายที่เขียนว่า ห้ามตกปลา ไว้ที่นั่น”
เธอชี้ถึงความจริงที่สำคัญที่บางครั้งผู้เชื่อในพระเยซูอาจไม่เข้าใจ คือเมื่อพระเจ้าทรงยกโทษความผิดบาปของเรา เราได้รับการอภัยอย่างครบถ้วน เราไม่ต้องมัวขุดคุ้ยการกระทำอันน่าละอาย หรือจมอยู่กับความรู้สึกว่าตนสกปรก แต่เราสามารถยอมรับพระคุณและการอภัยจากพระองค์ และติดตามพระองค์อย่างเสรี
เราพบแนวคิด “ห้ามตกปลา” นี้ในสดุดี 130 ผู้เขียนประกาศว่า แม้พระเจ้าทรงยุติธรรม แต่พระองค์ทรงให้อภัยความบาปแก่ผู้ที่กลับใจ “แต่พระองค์มีการอภัย” (ข้อ 4) เมื่อผู้เขียนสดุดีรอคอยพระเจ้า วางใจในพระองค์ (ข้อ 5) ท่านกล่าวด้วยความเชื่อว่า “พระองค์จะทรงไถ่อิสราเอลจากความบาปผิดทั้งสิ้นของเขา” (ข้อ 8) คนเหล่านั้นที่เชื่อจะได้พบ “การไถ่อย่างสมบูรณ์” (ข้อ 7)
เมื่อเราติดกับอยู่ในความรู้สึกละอายและไร้ค่า เราก็ไม่อาจรับใช้พระเจ้าได้อย่างสุดใจ แต่ถูกจำกัดจากอดีต ถ้าคุณถูกขัดขวางจากความผิดที่เคยทำ จงทูลขอพระเจ้าที่จะช่วยให้คุณเชื่ออย่างหมดใจในของประทานแห่งการอภัยและชีวิตใหม่ในพระองค์ พระองค์ทรงโยนบาปของเราทิ้งในมหาสมุทรแล้ว