วิสุทธิมรรค
หลังจากที่เจนนิเฟอร์ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น เธออ่านพระคัมภีร์ไม่ค่อยคล่อง จึงได้เริ่มหันมาฟังพระคัมภีร์เสียง ตอนนี้ข้อความในพระคัมภีร์มีความหมายใหม่สำหรับเธอ ยกตัวอย่างเช่น เธอหลงทางได้ง่ายๆ มักจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร และเห็นภาพหลอนของสัตว์ป่า เวลาที่เธอสับสนและหวาดกลัว เธอได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าเมื่อได้ยินอิสยาห์พูดถึง “วิสุทธิมรรค” หรือทางแห่งความบริสุทธิ์ซึ่งสงวนไว้ “สำหรับผู้ที่ดำเนินในทางนั้น” (อสย.35:8 TNCV) บนถนนสายนั้นจะไม่มีคนโง่เขลาชั่วร้าย “หรือจะไม่มีสัตว์ร้ายมาบนทางนั้น” แต่ “ผู้ที่ไถ่ไว้แล้วจะเดินบนนั้น” คือผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ (ข้อ 9)
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้บอกเรื่องพระสัญญาของพระเจ้าแก่ประชากรของพระองค์ที่จากบ้านของตนไปเป็นเชลย เมื่ออยู่ห่างจากพระวิหารที่ซึ่งพวกเขาจะได้สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า พวกเขาคงรู้สึกสูญเสียและสิ้นหวัง ดังนั้น พระสัญญาแห่งวิสุทธิมรรคอันเป็นเส้นทางไปสู่พระเจ้า จะมอบความหวังและกำลังให้แก่พวกเขา เมื่อนึกถึงการเข้าสู่ “ศิโยนด้วยร้องเพลง” โดยปราศจากความกลัวหรือความโศกเศร้า จะทำให้พวกเขาชื่นบานยินดี (ข้อ 10)
เจนนิเฟอร์ยึดถือในพระสัญญาเหล่านี้จากหลายศตวรรษก่อน เราผู้เชื่อในพระเยซูก็เชื่อวางใจเช่นกันว่า ขณะที่เราร่วมเดินทางไปกับพระองค์ เราจะมีความชื่นบานและความยินดี (ข้อ 10) ไม่ว่าเราจะเผชิญการทดลองใดๆในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสหรือทำให้ชีวิตต้องพลิกผันสักเพียงใด เรารู้ว่าเส้นทางของพระเจ้านั้นจะนำพาเรากลับบ้านไปหาพระองค์
ให้ด้วยใจกว้าง
ตอนที่ออสวอลด์และบิดดี้ แชมเบอร์บริหารวิทยาลัยพระคริสตธรรมในกรุงลอนดอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 ถึง 1915 พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักการดำเนินชีวิตที่จะไม่ปฏิเสธผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ชาวลอนดอนที่เฉียบแหลมต่างรู้สึกตกใจกับการปฏิบัติตนเช่นนี้เพราะคิดว่าวิทยาลัยน่าจะถูกเอาเปรียบ ออสวอลด์ตอบข้อกังวลนี้โดยไม่ได้เชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม ว่า “หน้าที่ของผมคือการให้ แล้วพระเจ้าจะทรงดูแลผู้ที่ร้องขอ”
ทั้งคู่ดำเนินตามแบบอย่างของพระผู้สร้างผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง โดยผ่านพระบัญชาที่พระองค์ประทานแก่โมเสส พระเจ้าได้ทรงวางแนวทางอันเปี่ยมด้วยพระกรุณาคุณให้ประชากรของพระองค์ในการดำเนินชีวิตและรับใช้ผู้อื่น รวมถึงการให้อาหารและทรัพย์สิ่งของที่พวกเขามี โมเสสได้บอกคนอิสราเอลว่าในทุกๆสามปีให้ “นำทศางค์ทั้งหมดมา” เพื่อที่คนเลวี “คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย” จะได้มา “รับประทานอย่างอิ่มหนำ” (ฉธบ.14:28-29) พระเจ้าทรงดูแลผู้เปราะบางผ่านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากประชากรของพระองค์
ครอบครัวแชมเบอร์ไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแน่วแน่จนพวกเขาให้ด้วยความเต็มใจโดยไม่มีคำถาม พวกเขาเรียนรู้ที่จะ“ยำเกรง...พระเจ้า...เสมอ” (ข้อ 23) และรับพระพร “แก่บรรดากิจการซึ่งมือของ[เขา ]ทั้งหลายได้กระทำนั้น” (ข้อ 29)
เมื่อเราพึ่งพาให้พระเจ้าประทานสติปัญญาและวิจารณญาณ เราเองก็อาจได้แรงบันดาลใจที่จะให้อย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน เรารู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำและชี้ทางเราในขณะที่พระองค์ทรงจัดหาสิ่งจำเป็นแก่คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย
พระเยซูที่สำแดงอยู่ภายในเรา
หลังจากแม่ของจอห์นนี่ อีเรคสัน ทาดาเสียชีวิต จอห์นนี่ครุ่นคิดถึงร่างกายของเราซึ่งเป็นเสมือน “ภาชนะดิน” ที่บรรจุสิ่งมีค่าคือการสถิตอยู่ของพระคริสต์ เธอคิดถึงสิ่งของในสมัยปัจจุบันที่จะใช้อธิบายถึงร่างกายของเราในโลกนี้ได้ เช่น กล่องกระดาษแข็ง เธอรู้ว่า “กล่อง[ร่างกาย]” ของแม่ถูกใช้งานมีมุมที่เก่าชำรุดและเวลานี้ก็ว่างเปล่า แต่เธอสะท้อนให้เห็นว่า นี่เป็นกล่องที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขา เป็น “ภาชนะที่สิ่งมีค่าคือพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตอยู่”
ดังที่จอห์นนี่ให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่ติดตามพระเยซูได้ให้พระองค์ส่องสว่างผ่านพวกเขา บ่อยครั้งในแบบที่เป็นประกายงดงามผ่านรอยยับย่นและรูต่างๆ ในยามที่กล่องของพวกเขาผุพังลงตามกาลเวลา ในเรื่องนี้เธอเข้าใจความหมายของเปาโลเกี่ยวกับของมีค่าที่ปรากฏใน “ภาชนะดิน” เพราะนั่นจะเผยให้เห็นว่า “ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง” (2 คร.4:7) แม้ว่าเปาโลจะ “ถูกขนาบรอบข้าง” และ “จนปัญญา” กับสิ่งที่ท่านทนทุกข์ แต่ก็ไม่ถึงกับ “กระดิกไม่ไหว” หรือ “ไม่ถึงตาย” (ข้อ 8-9) และท่านรู้ว่าโดยทางร่างกายที่ต้องทนทุกข์ของท่านนั้น ชีวิตของพระคริสต์จะถูกสำแดงให้เห็น
“กล่อง” กระดาษของคุณเป็นอย่างไร คุณอาจรู้สึกว่ารอยยับขยายใหญ่ขึ้น ขณะคุณคร่ำครวญภายใต้ความกดดันของความเจ็บปวดหรือโรคภัยไข้เจ็บ แต่จงรู้ว่าพระเยซูถูกสำแดงให้เห็นภายในกายของคุณ (ข้อ 10) เมื่อคุณยอมจำนนต่อพระองค์ พระองค์จะทรงส่องสว่างผ่านคุณ เพื่อผู้ที่อยู่ในความมืดจะได้รับความรักและชีวิตของพระองค์
น้ำตาและความหวัง
แม้จะเป็นวันอาทิตย์ทางตาลที่เฉลิมฉลองการเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตของพระเยซู แต่สำหรับแมรี่ เอ็ดวาร์แล้ว วันนั้นกลับกลายเป็น ช่วงเวลาเจ็บปวดแสนสาหัส เธอและคารีมสามีจูงมือกันออกจากคริสตจักรหลังเลิกประชุมในตอนที่เกิดระเบิดขึ้น อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้สังหารคารีมและทำให้แมรี่ได้รับบาดเจ็บจนเธอแท้งลูก
ในระหว่างที่พักฟื้น เธอรู้สึกโกรธแค้นในขณะที่โศกเศร้าถึงสามีและลูก แต่การอ่านพระคัมภีร์ทำให้ “ภูเขาไฟในตัวเธอ” สงบลง โดยเฉพาะเมื่อเธอพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์โหดร้ายนี้ อิสยาห์ 55:9 ช่วยให้คำตอบ “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า...ฉันนั้น” เมื่อเธอได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงประทานพระคุณแม้ในยามที่พระองค์ไม่ได้รับเกียรติ เธอจึงรู้สึกได้ถึงการปลอบประโลมจากพระวิญญาณของพระองค์
แมรี่พิจารณาถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสผ่านอิสยาห์ไปถึงประชากรที่หลงหาย ขณะที่ทรงเรียกให้พวกเขากลับมาหาพระองค์ พระเจ้าได้ทรงพยายามให้พวกเขาเข้าใจถึงพระเมตตาของพระองค์ เพราะฟ้าสวรรค์ “สูงกว่า” แผ่นดินโลกฉันใด วิถีของพระเจ้าก็ “สูงกว่า” ทางของพวกเขาฉันนั้น (ข้อ 9) ดังนั้นพระเจ้าจะทรงสำแดงความรักและพระคุณเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้เช่นกัน
ในยามที่โศกเศร้าอย่างที่สุด แมรี่ตะลึงงันเมื่อได้รับของประทานแห่งสันติสุขจากพระเจ้า เธอตอบรับความรักอันปลอบประโลมของพระเยซู ที่ทรงสำแดงในเหตุการณ์ที่เราร่วมรำลึกในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะประทานสันติสุขแก่เราเช่นกัน เพียงแค่เราต้องมองไปที่พระองค์
ความรักบริบูรณ์
ในคืนสุดท้ายของค่ายฤดูร้อน ความเป็นวัยรุ่นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องขณะยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางลูกค่ายกลุ่มหนึ่ง เมื่อคนหนึ่งในกลุ่มพูดเยาะเย้ยฉัน ฉันรู้สึกแย่จึงวิ่งกลับไปที่เต็นท์ โดยแกล้งทำเป็นหลับเมื่อหัวหน้ากลุ่มแวะมาดู เช้าวันรุ่งขึ้นฉันหลีกเลี่ยงการที่เธอพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้
ต่อมาเธอเขียนข้อความถึงฉัน ช่วยให้ฉันเข้าใจว่าพระเจ้าทรงห่วงใยฉันจริงๆ เธออ้างอิงคำพูดของอัครทูตเปาโลที่ให้เรา “แน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) ฉันรู้สึกว่าถ้อยคำของเปาโลนี้พูดกับฉันโดยตรง
เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี ซึ่งท่านได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้า เพื่อหนุนใจให้พวกเขาหยั่งรากลงในความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อกันและกัน “พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง” (ข้อ 9) พระเจ้าจะยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในพวกเขาและผ่านทางพวกเขาต่อไป โดยจะทรงเติมเต็มพวกเขาด้วย “ผลของความชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์” (ข้อ 11) ในตอนนั้นฉันไม่เข้าใจบริบทดั้งเดิม แต่ฉันเริ่มเข้าใจว่าตัวตนของฉันในฐานะผู้ที่พระเจ้าทรงรักนั้น เกิดจากการรู้จักและยอมรับความรักของพระเยซู
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรารับความรักของพระองค์และบริบูรณ์ด้วยความรักนั้นมากยิ่งขึ้นๆ ขณะเมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มเราด้วยความยินดีและสันติสุขของพระองค์ เราก็จะเติบโตในความรู้ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้เกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจอันประเสริฐของพระองค์ในตัวเราด้วย
จากชนทุกชาติ
ลอนดอนเป็นมหานครที่มีพลเมืองหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน การที่ผู้คนจากทั่วโลกมาอยู่รวมกันอาจนำมาซึ่งความมั่งคั่งบริบูรณ์ รวมไปถึงอาหารที่น่าทึ่งและความท้าทายต่างๆ ตัวอย่างเช่น ฉันรู้สึกเสียใจที่เพื่อนจากประเทศหนึ่งในยุโรปรู้สึกว่าได้รับการเคารพน้อยที่สุดในลอนดอน เพราะประเทศของพวกเขาเพิ่งได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ไม่นาน พวกเขารู้สึกว่าถูกมองข้าม ถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวปัญหา และไม่พอใจกับงานที่ได้รับ
เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงลำเอียง เราก็ไม่ควรลำเอียงเช่นกัน พระองค์ทรงทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างผู้คนลง เราเห็นพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในนิมิตของเปโตรขณะที่ท่านกำลังอธิษฐานอยู่บนหลังคา และเปโตรได้รับการทรงเรียกให้ทำพันธกิจกับโครเนลิอัสซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ยำเกรงพระเจ้า พระเจ้าทรงช่วยให้เปโตรคิดทบทวนในกฎของชาวยิวที่ไม่ให้คบหาสมาคมกับคนต่างชาติ อัครทูตเชื่อฟังและไปที่บ้านของโครเนลิอัสเพื่อแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเยซู ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใดแต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กจ.10:34-35)
ผู้ที่ติดตามพระเยซูนั้นได้รับการทรงเรียกให้รักและรับใช้ทุกคนซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระคริสต์ ส่วนหนึ่งของพันธกิจนั้นก็คือการไม่แสดงความลำเอียงต่อผู้คนจากบางประเทศหรือผู้ที่มีสีผิวบางสี ให้เราเรียนรู้ที่จะแสวงหาความยุติธรรมและปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงตามที่พระเจ้าทรงนำเรา (อสย.1:17)
จากความกลัวสู่ความยินดี
นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสารของกองทัพเรือสหรัฐและเรือลำอื่นๆในมหาสมุทรแอตแลนติก จะได้ยินเสียงดนตรีและคำปราศรัยที่ออกอากาศทางวิทยุเป็นครั้งแรกในคืนก่อนวันคริสต์มาสในปี ค.ศ. 1906 แทนการส่งเป็นรหัสสัญญาณอย่างที่ใช้กันเป็นประจำ พวกเขากลับได้ฟังเรจินัลด์ เฟสเซนเด็นเดี่ยวไวโอลินเพลงคริสต์มาสชื่อ “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ” เฟสเซนเด็นจบการแสดงออกอากาศด้วยการกล่าวประโยคที่เป็นคำสรรเสริญของเหล่าทูตสวรรค์ที่ว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด!” (ลก.2:14) ผู้ฟังคงตกตะลึงกับเสียงดนตรีที่เร้าอารมณ์และคำสรรเสริญในเรื่องการประสูติของพระเยซู
คนกลุ่มแรกที่ประหลาดใจกับการประสูติของพระเยซูคือ คนเลี้ยงแกะซึ่งมีงานประจำในการเฝ้าฝูงแกะของตนในเวลากลางคืน จากนั้นทูตสวรรค์ก็ปรากฏตัวขึ้น เปล่งประกายด้วยพระสิริของพระเจ้าและทำให้คนเลี้ยงแกะตกใจกลัว ทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่าอย่ากลัวเลย และประกาศว่า “เรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด” (ข้อ 10-11) คนเลี้ยงแกะจึงละทิ้งแกะของตนไว้เพื่อออกไปสืบหาตามคำบอกเล่าของทูตสวรรค์ และพบทารกนอนอยู่ในรางหญ้าจริงตามคำบอกนั้น (ข้อ 16, 20)
คนเลี้ยงแกะตอบรับข่าวประเสริฐนี้ด้วยความยินดียิ่ง ขอให้เรามีความชื่นชมยินดีและแบ่งปันเรื่องราวอันอัศจรรย์แห่งการประสูติและชีวิตของพระเยซูเช่นกัน
ร้องเพลงจากพระวจนะ
ในการเฝ้าเดี่ยวแต่ละวัน จูลี่เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงจากพระวจนะ “เมื่อฉันร้องเพลง จิตใจและความคิดของฉันเริ่มที่จะทำ และเชื่อในสิ่งที่ฉันร้อง!” ด้วยการออกเสียงพระดำรัสของพระเจ้าในเพลง จูลี่ต้องการให้ความจริงของพระองค์เปิดเผยสิ่งที่เธอไม่ชอบในตัวเอง เช่น เสียงและความสูงของเธอ
เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มร้องจากเพลงซาโลมอน 1:5 ‘ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ’” (ในวัฒนธรรมของชาวอกาเรีย ผู้หญิงผิวสีแทนเพราะแดดถูกมองว่าไม่สวย) เมื่อร้องด้วยพระวจนะตอนนี้ พระเจ้าทรงเปลี่ยนความคิดของเธอ เธอเข้าใจในทันทีว่า “พระเจ้ารักฉันแม้ว่าฉันจะไม่สมบูรณ์แบบ”
จูลี่ร้องเพลงจากบทกวีอันไพเราะซึ่งอยู่ในพระธรรมหมวดปัญญาจากพันธสัญญาเดิม บางคนแปลความเพลงซาโลมอนว่าเป็นเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ แต่หลายคนมองว่าเป็นการเฉลิมฉลองความรักของคู่สมรส เมื่อเราได้เห็นความงดงามแห่งการอุทิศทุ่มเทซึ่งกันและกันของคู่รักนี้ เราก็กล่าวถ้อยคำเดียวกับผู้ที่เป็นเพื่อนในพระธรรมตอนนี้ได้ว่า “เราจะเต้นโลดและเปรมปรีดิ์ในตัวเธอ เราจะพรรณนาถึงความรักของเธอให้ยิ่งกว่าเหล้าองุ่น” (ข้อ 4)
แต่เมื่อเราแปลความถ้อยคำเก่าแก่เหล่านี้ เราก็เห็นเช่นเดียวกับจูลี่ได้ว่าพระเจ้าทรงปีติยินดีในคนที่พระองค์ทรงเลือก ดังที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมว่า “เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเราและได้รับเกียรติ และเรารักเจ้า” (อสย.43:4)
สิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ
ในระหว่างการโจมตีทางอากาศเหนือกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ระเบิดได้ทำลายคลังสินค้าแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิหารเซนต์ปอล เมื่อบิดดี้ แชมเบอรส์ได้รับข่าวว่าหนังสือของออสวอลด์ แชมเบอรส์จำนวน 40,000 เล่มที่เก็บไว้ที่นั่นเสียหายหมด โดยที่เธอเป็นผู้รวบรวมและแก้ไขแต่ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ เธอวางถ้วยชาลงและพูดกับลูกสาวว่า “พระเจ้าทรงใช้หนังสือเหล่านั้นเพื่อพระเกียรติของพระองค์ แต่ตอนนี้มันจบแล้ว เราจะรอดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรต่อไป”
บางทีบิดดี้อาจกำลังคิดถึงสิ่งที่ออสวอลด์สามีผู้ล่วงลับของเธอได้เขียนไว้เมื่อตอนต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเขียนไว้ว่าพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกถึง “วิบัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น พวกเขาจะได้ “ไม่หวาดกลัว” เพราะพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขา
พระเยซูตรัสกับบรรดาสหายของพระองค์ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขามีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระบิดาของพระองค์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทนต่อการทดลองและความท้าทายที่พวกเขาจะต้องเผชิญได้
ความมั่นใจอย่างเงียบๆในพระเจ้าของบิดดี้ทำให้เธอผ่านมันมาได้ และในที่สุดหนังสือเหล่านั้นก็ถูกพิมพ์ซ้ำและกลายเป็นหนังสืออมตะสำหรับหลายชั่วอายุคน เราเองก็สามารถมีกำลังใจและความหวังได้ จากพระสัญญาของพระเยซูที่ว่าพระองค์ได้ชนะโลกแล้ว เรารู้ว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา (14:18) และจะประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 27) ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรก็ตาม