ความหวังในพระเจ้า
เพราะพ่อของพาโบลติดเหล้าและทารุณแม่ พาโบลจึงออกจากบ้านตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เขาย้ายไปอยู่กับลุง เรียนจบมัธยมปลาย แต่งงาน และมีลูกสามคน แต่น่าเศร้าที่พาโบลเริ่มมีพฤติกรรมที่เป็นภัยในแบบเดียวกับที่เขาเคยหนีมา การติดเหล้าและพฤติกรรมของเขาเริ่มทำให้ครอบครัวแตกแยก ในไม่ช้าทุกอย่างก็พังทลาย ทั้งการแต่งงาน ครอบครัว งาน และบ้าน “ชีวิตของผมแย่มาก และมันตกต่ำลงเรื่อยๆ” เขาบอก
ในที่สุดเขาก็หันไปขอความช่วยเหลือจากสถานบำบัด “ผมมีสภาพที่ย่ำแย่ และพระเจ้าได้เปิดโอกาสนั้นให้ผม” วันหนึ่งหลังจากอธิษฐาน เขาได้สัมผัสถึงพระเจ้าผ่านความงดงามของธรรมชาติ ไม่นานลูกสาวคนเล็กก็สังเกตเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปและคืนดีกับเขา ปัจจุบันเขากำลังพยายามสร้างความไว้วางใจกับลูกคนอื่นๆขึ้นอีกครั้ง
ในเพลงคร่ำครวญ ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เป็นทุกข์โศกเศร้าต่อชะตากรรมของประชากรของท่าน ผู้ซึ่งละทิ้งพระเจ้าและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยยังบาบิโลน ท่านกล่าวว่า “ขอทรงจำความทุกข์ใจและความถูกบีบคั้นของข้าพเจ้า อันเป็นบอระเพ็ดและดีหมี...จิตวิญญาณของข้าพเจ้า...ค้อมลงภายในตัวข้าพเจ้า” (พคค.3:19-20) พาโบลอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าเช่นเดียวกับคนอิสราเอล และเขาพบความหวังในพระเจ้าเช่นเดียวกับเยเรมีย์ “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” (ข้อ 22-23)
คนอิสราเอลมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ พาโบลก็เช่นกัน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าและพบกับความหวังได้เช่นกัน
ความรักอันใหญ่หลวง
ในวันเกิดครบรอบสิบเอ็ดปีของหลานชายฉัน สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกันฉลองที่ร้านอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนสั่งอาหารลูกชายของฉันถามเด็กชายเจ้าของวันเกิดว่าอยากสั่งอะไร เขาลังเลที่จะบอกพ่อว่าเขาอยากกินปลาแซลมอนเพราะรู้ว่ามันแพงเกินไป ลูกชายของฉันบอกเขาว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของลูก ถ้าลูกอยากกิน ลูกก็กินได้” หลานชายของฉันตื่นเต้นมาก เห็นได้ชัดจากรอยยิ้มกว้างของเขา
ความรักที่ลูกชายของฉันมีต่อลูกชายของเขาทำให้ฉันนึกถึงเศษเสี้ยวเล็กๆ ในความรักอันใหญ่หลวงของพระเจ้า พระธรรม 1 ยอห์น 3 บรรยายถึง “ความรัก...ใหญ่หลวง” (TNCV) ที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระองค์ผู้ประทานความรักอันล้นเหลือนี้ ทรงเรียกทุกคนที่เชื่อในพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์ (ข้อ 1) ความรักนี้ปรากฏให้เห็นในการเสียสละของพระคริสต์ ซึ่งเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระเยซู “ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย” บนกางเขน (ข้อ 16) “เรารอด ‘โดยพระคุณเพราะความเชื่อ’ ในพระคริสต์” (อฟ.2:8) นี่คือของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้าแก่ทุกคนที่เชื่อ
เพื่อเป็นการตอบแทนความรักอันใหญ่หลวงของพระเจ้า ให้เรา “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (1 ยน.3:16) เราถูกเรียกให้สำแดงความเชื่อออกมาเป็นการกระทำ คือการรักและเชื่อฟังพระองค์ และแบ่งปันความรักนั้นให้กับผู้อื่น โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าจะทรงทำให้เราสามารถขยายความรักอันยิ่งใหญ่นี้ไปสู่ครอบครัวของเราและคนอื่นๆได้
ใครเป็นเพื่อนบ้านของเรา
หญิงชราคนหนึ่งหกล้มอย่างแรงจนหมดสติอยู่บนทางเท้าที่ร้อนระอุ มีหลายคนหยุดเพื่อให้ความช่วยเหลือ คนหนึ่งโทรแจ้ง 911 อีกคนค่อยๆเอาเสื้อโค้ทสอดไว้ใต้ศีรษะของเธอ คนอื่นๆวางผ้าขนหนูไว้ใต้แขน และอีกคนกางร่มกันแดดให้เธอจนกระทั่งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึง ผู้ที่โพสต์วิดีโอเขียนว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้อบอุ่นหัวใจอย่างมาก เพราะคนที่เข้าไปให้การช่วยเหลือมีทั้งผู้คนหลายวัยและหลายเชื้อชาติ ซึ่งต่างร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน
เมื่อผู้เชี่ยวชาญในธรรมบัญญัติของพระเจ้าถามพระเยซูว่าใครคือเพื่อนบ้านของเขา (ลก.10:29) ความหมายคือ เขาจะต้องแสดงความรักต่อใคร พระเยซูทรงเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่ถูกโจรทุบตีอย่างหนัก นอนใกล้ตายอยู่ข้างถนน (ข้อ 30-31) ปุโรหิตคนหนึ่งและคนเลวีอีกคนเดินมา แต่ทั้งคู่ก็เดินผ่านไปเสียอีกฟากหนึ่ง สุดท้ายชาวสะมาเรียคนหนึ่งหยุดเพื่อช่วยเหลือ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ผิดปกติคือ ชาวยิวและชาวสะมาเรียมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นเรื่องการดูถูกเหยียดหยามกันและกัน แต่ชาวสะมาเรียกลับหยุดและ “มีใจเมตตา” ต่อชายคนนั้น (ข้อ 33)
หลังจากเล่าอุปมาเรื่องนี้แล้ว พระเยซูทรงถามว่าใครคือเพื่อนบ้านของชายที่บาดเจ็บ ผู้เชี่ยวชาญในธรรมบัญญัติตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” (ข้อ 37) พระเยซูตรัสกับผู้นั้นและพวกเราว่า “จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด”
ขอพระเจ้าช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนที่เราได้พบคือเพื่อนบ้านของเรา เพราะเขาเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างและสมควรได้รับความช่วยเหลือจากเรา
ความยินดีในพระเยซู
คุณเคยโหยหาบางสิ่งที่มองเห็นแค่แวบเดียว แต่ไม่อาจฉวยมันเอาไว้ได้หรือไม่ ซี. เอส. ลูอิสโหยหาความยินดี เขาเขียนไว้ว่า “ความปรารถนาที่จะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับบางสิ่งในจักรวาลซึ่งเรารู้สึกเหมือนถูกตัดขาดออกมาในขณะนี้ และที่จะได้เข้าไปอยู่ในประตูบานใดบานหนึ่งซึ่งเราเคยเห็นจากภายนอกมาโดยตลอด คือ...ดัชนีชี้วัดที่แท้จริงที่สุดของสถานการณ์ที่แท้จริงของเรา และสุดท้ายการถูกเรียกให้กลับเข้ามาข้างในก็คือ...การเยียวยาความเจ็บปวดนั้น...มนุษย์ที่สมบูรณ์จะดื่มความยินดีจากน้ำพุแห่งความยินดี”
ลูอิสบรรยายถึงความยินดีอย่างเต็มเปี่ยมที่เราจะได้รับเมื่อเราได้พบพระเยซูแบบหน้าต่อหน้า ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรามีความยินดีในพระคริสต์ผ่านทางความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์และพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในเรา แต่น่าเศร้าที่ความยินดีของเราถูกขัดขวางโดยบาปและความตาย โดยพลังของความชั่วร้ายและโลกที่แตกสลาย เปาโลเขียนว่า “บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า” (1 คร.13:12) ในข้อ 10 เปาโลกล่าวถึง “ความสมบูรณ์” ที่กำลังจะมาถึง นั่นคือเวลาที่เราจะได้รู้จักและประสบกับความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม เพราะเราจะได้อยู่กับพระเยซู
แม้ว่าเราจะรอคอยวันนั้นด้วยความคาดหวัง แต่ในเวลานี้พระองค์ทรงโปรดให้เราได้ลิ้มรสล่วงหน้าถึงเสี้ยวหนึ่งของความยินดีในสวรรค์ที่ไหลล้นออกมาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางผ่านความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์
ทำไมจึงเป็นวันศุกร์ประเสริฐ
เรื่องดีเกี่ยวกับวันศุกร์ประเสริฐคืออะไร เหตุใดจึงไม่เรียกว่าวันศุกร์ที่เลวร้ายหรือวันศุกร์แห่งความเศร้า ในที่สุดแล้ววันนี้ควรจะเป็นวันที่สะท้อนถึงความเศร้าโศก ไม่ใช่วันที่ควรเฉลิมฉลอง บางครั้งวันนี้มีชื่อเรียกอื่น เช่น วันศุกร์บริสุทธิ์ ในประเทศเยอรมันเรียกว่าวันศุกร์แห่งความเศร้าโศก แล้วประเพณีการเรียกวันนี้ว่า “ประเสริฐ” มาจากไหน บางคนเชื่อว่าอาจมาจากการเรียกตามประเพณีดั้งเดิมที่เรียกว่า “วันศุกร์ของพระเจ้า”
ไม่ว่าชื่อนี้จะมีต้นกำเนิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะเรียกวันศุกร์ที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ว่า “ประเสริฐ” เพราะความรักพระคริสต์จึงทรงยอมสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา นั่นคือสิ่งประเสริฐในวันศุกร์ประเสริฐ และข่าวที่ยิ่งใหญ่ในสามวันต่อมาก็คือ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายด้วยชัยชนะ
ดี. เอ. คาร์สันนักวิชาการพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนว่า “ไม่ใช่ตะปูที่ตรึงพระเยซูไว้บนไม้กางเขนอันน่าอนาถใจ แต่เป็นความตั้งใจแน่วแน่ด้วยความรักที่มีต่อพระบิดาที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ และด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคนบาปอย่างผม” เราได้อ่านในพระธรรม 1 ยอห์นบทที่ 4 “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา” (ข้อ 10)
ข่าวดีของวันศุกร์ประเสริฐคือพระเจ้าทรงรักเราและทรงประสงค์จะมีความสัมพันธ์กับเรา! และเพราะความรักนั้นพระองค์จึงทรงเรียกเราให้รักผู้อื่น (ข้อ 7, 11) เมื่อเราทำเช่นนั้นเราก็ได้แสดงความรักของเราต่อพระองค์
อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน
เมื่อฉันและอลันผู้เป็นสามีตัดสินใจย้ายไปยังอีกฝั่งหนึ่งของประเทศที่เมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อการศึกษาต่อของเขา ฉันไม่ได้มีงานรออยู่และเราไม่รู้เลยว่าจะหาเงินจ่ายค่าบ้านพักนักศึกษาได้อย่างไร วันอาทิตย์หนึ่งก่อนที่เราจะย้ายไม่นาน มีคนในคริสตจักรแนะนำให้เรารู้จักกับอดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่อลันจะไปเรียน เขารู้จักอพาร์ตเมนต์ที่ราคาไม่แพง และก่อนที่เราจะไป เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งก็ได้ให้ชื่อคนหนึ่งในงานพันธกิจคริสเตียนที่ฉันจะติดต่อไปได้ พระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของเราและประทานโอกาสต่างๆ ให้กับเราผ่านผู้คนของพระองค์ รวมทั้งอพาร์ตเมนต์และงาน พวกเพื่อนๆและครอบครัวได้ช่วยให้เราก้าวต่อไปและนำทางเราด้วยคำอธิษฐาน
ผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ได้เขียนถึงประโยชน์ของการไม่ดำเนินชีวิตเพียงลำพังว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (4:9) สองคนทำงานได้มากกว่า ช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก เป็นเพื่อนคู่คิดและป้องกันอันตรายได้ (ข้อ 9-11) ท่านยังกล่าวอีกว่า “เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนยังมีประโยชน์มากยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะมีทรัพยากรที่มากกว่าและการสนับสนุนที่มากกว่า
อลันและฉันได้รับประโยชน์จากชุมชนที่เราจากมา และพระเจ้าทรงช่วยให้เราสร้างชุมชนใหม่เพื่อให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้านในเมืองใหญ่ หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยว จงทูลขอพระเจ้าที่จะโปรดช่วยให้คุณพบเพื่อน คริสตจักรที่ดีหรือสถานที่ที่คุณจะได้รับใช้ในชุมชน
จงระวัง!
หลังจากต่อสู้และอธิษฐานอยู่หลายปี แฟรงค์ก็เลิกดื่มเหล้า เขาเชื่อว่าที่เขาทำได้นั้นเป็นผลจากการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเขา และเขาได้เปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญบางอย่างด้วย เขาเลิกเก็บเหล้าไว้ในบ้าน คอยสังเกตสัญญาณเตือนทางความคิดและอารมณ์ของตนเอง และใช้ความระมัดระวังในบางสถานการณ์ เขาพึ่งพาพระเจ้าและรู้ว่าไม่ควรปล่อยให้มีช่องสำหรับการล่อลวงหรือความบาป
อัครทูตเปโตรเตือนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 ปต.5:8) เปโตรรู้ว่าเราจำเป็นต้องระมัดระวัง เพราะการโจมตีของมารมักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง คือเมื่อดูเหมือนว่าชีวิตของเราถึงจุดที่ดีที่สุดแล้ว หรือเราคิดว่าเราจะไม่มีวันถูกล่อลวงในเรื่องบางเรื่อง
ยากอบก็เตือนผู้อ่านของท่านเช่นกันให้ยอมจำนนต่อพระเจ้าและ “ต่อสู้กับมาร” เมื่อเราทำเช่นนั้น ศัตรูของเรา “จะหนี...ไป” (ยก.4:7) วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับมารคือการติดสนิทกับพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเราทำเช่นนั้น พระเจ้าจะเสด็จมาใกล้เรา (ข้อ 8) โดยทางพระวิญญาณของพระองค์ (รม.5:5) ยากอบยังได้หนุนน้ำใจด้วยว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ยก.4:10)
เราทุกคนต่างเผชิญกับช่วงเวลาท้าทายในชีวิตในยามที่เราถูกทดลองและต้องต่อสู้ดิ้นรน เราสามารถพักสงบได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เราประสบความสำเร็จและมีชัยชนะ ในยามทุกข์ยากนั้นพระองค์ทรงอยู่กับเรา
การชูใจจากพระเจ้า
ฉันกับสามีเพิ่งกลับจากร้านค้า ในขณะที่เราเอาของลง ฉันอดใจรอไม่ไหวจึงรีบค้นดูอย่างร้อนใจแต่ก็ไม่พบถุงโดนัท ฉันจึงตรวจสอบใบเสร็จ ไม่มีโดนัท ฉันร้องออกมาด้วยความหงุดหงิด “ของอย่างเดียวที่ฉันต้องการจากร้านคือโดนัท!” สิบห้านาทีต่อมาสามีของฉันก็ยื่นถุงโดนัทให้ เขาฝ่าหิมะอีกรอบเพื่อแอบออกไปซื้อโดนัท หลังจากสวมกอดเขาอย่างแนบแน่น ฉันก็พูดด้วยความละอายใจว่า “ฉันดีใจที่คุณไม่เกิดอุบัติเหตุ เพียงเพราะว่าจะสนองความอยากของฉัน!”
ปกติแล้วฉันไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับโดนัทสักเท่าไหร่! แต่นี่เป็นสัปดาห์ที่ต้องใช้พลังใจอย่างมาก ฉันจึงเสาะหาการปลอบใจจากโดนัท และฉันได้สัมผัสความสุขที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านความรักและความเห็นอกเห็นใจของสามี
ความสบายใจที่เราอาจได้รับจากการสนองความอยากของเรามักอยู่ไม่นาน ในเรื่องนี้อัครทูตเปาโลแบ่งปันกับชาวโครินธ์ว่า การชูใจที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นมาจาก “พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง” (2 คร.1:3)
เปาโลเข้าใจถึงการต่อสู้และความต้องการอันลึกซึ้งของผู้อ่าน ท่านเผชิญการทดลองทุกวันเหมือนกับพวกเขา รวมทั้งการข่มเหงเพราะความเชื่อของท่าน และเพราะว่าพระเจ้าได้ทรงชูใจท่าน ท่านจึงสามารถชูใจพวกเขาได้ (ข้อ 4)
เมื่อเราเจ็บปวด เราหันมาหาพระเยซูผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและการชูใจได้ (ข้อ 5) ที่นั่นเราจะได้พบการปลอบประโลมใจ และเมื่อเราสัมผัสความชูใจของพระองค์แล้ว เราจึงจะส่งต่อความชูใจนั้นไปยังผู้อื่นได้
ชี้ไปที่พระเยซู
ชายสูงวัยคนหนึ่งวิ่งออกกำลังไปตามถนนในเมืองนิวยอร์กซิตี้ เขาหยุดวิ่งเมื่อสังเกตเห็นรองเท้าผ้าใบเก่าหมดสภาพคู่หนึ่งวางอยู่ใกล้กับป้ายขอความช่วยเหลือของคนไร้บ้าน เมื่อรู้ว่าเขากับชายไร้บ้านสวมรองเท้าขนาดใกล้เคียงกัน เขาจึงถอดรองเท้า (และถุงเท้า!) ของตนให้กับชายไร้บ้านที่อ่อนวัยกว่า โดยอธิบายกับชายไร้บ้านว่า “ผมได้รับการอวยพรมาตลอดชีวิต พระเจ้าทรงดีต่อผมมาก ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่าผมควรเป็นพรแก่คุณด้วย” แล้วเขาก็เดินเท้าเปล่ากลับบ้าน
ชายคนนี้แสดงความปรานีต่อผู้อื่นเพราะพระเจ้าทรงดีต่อเขา ในทำนองเดียวกันผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกให้ “สวม...ใจปรานี” (คส.3:12) แท้ที่จริงแล้วไม่ว่าเราจะทำหรือพูดอะไร เราควรทำ “ในพระนามของพระเยซูเจ้า” (ข้อ 17) นอกจากความปรานีแล้วเรายังต้องสำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงคุณลักษณะของ “ใจเมตตา...ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) ผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) เพิ่มพูนขึ้นในเราเนื่องจากเรามีองค์พระวิญญาณผู้สถิตอยู่ภายใน และผลนี้จะแสดงออกมาเป็นความรักซึ่งพระเจ้าประทานแก่เราที่หลั่งไหลไปสู่ผู้อื่น และผูกพันความดีงามเหล่านี้ไว้ “ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (คส.3:14)
ขอให้เราเป็นเหมือนนักวิ่งคนนั้นที่คอยมองหาโอกาสที่จะแสดงความเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูดให้กำลังใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือแม้แต่การถอดรองเท้าของเราให้คนอื่น และเมื่อเราทำเช่นนั้นขอให้เราชี้ไปที่พระเยซู (ข้อ 17)