ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Alyson Kieda

จงนับพระพร

เมื่ื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันชอบเพลง “นับพระพร” ซึ่งเป็นบทเพลงนมัสการเก่าแก่ที่หนุนใจผู้คนที่ “มีภาระหนักมาก” และ “คิดว่าแบกไม่ไหว” ให้หันมา “นับพระพรย้อนนับดูทีละอัน” หลายปีต่อมาเมื่ออลันสามีของฉันท้อใจ เขามักจะขอให้ฉันร้องเพลงที่เรียบง่ายนี้ให้เขาฟัง จากนั้นฉันก็จะช่วยเขาแจกแจงพระพรของเขา การทำเช่นนี้ทำให้อลันหันเหความสนใจจากปัญหาและความสงสัยในตนเอง แล้วมุ่งความคิดไปที่พระเจ้าและเหตุผลของเขาที่จะขอบพระคุณ

พระธรรมเอสราบรรยายถึงประชากรของพระเจ้าที่เผชิญกับอุปสรรคอันท่วมท้นโดยการจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระเจ้า หลังจากที่ทนทุกข์จากการตกเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาหลายสิบปี กษัตริย์ไซรัสก็อนุญาตให้คนยิวที่ถูกกวาดต้อนมากลับไปยังอิสราเอลเพื่อสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ (อสร.1-2) คนส่วนน้อยเท่านั้นที่กลับมา (2:64) แม้พวกเขาจะ “กลัว...เหตุด้วยชนชาติทั้งหลาย” ที่อยู่ล้อมรอบ อีกทั้งมีภารกิจใหญ่อยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ได้วางรากฐานของพระวิหารและก่อแท่นบูชาขึ้นใหม่ (3:3, 10) จากนั้น “เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้าว่า ‘เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ต่ออิสราเอล’ และประชาชนทั้งปวงก็โห่ร้องด้วยเสียงดังเมื่อเขาสรรเสริญพระเจ้า” (3:11)

หากคุณท้อใจหรือกำลังเผชิญกับอุปสรรคที่ดูเหมือนผ่านไปไม่ได้ ขอให้คุณหันความคิดของคุณมาหาพระเจ้า “หันมานับพระพร...ทีละอัน แปลกแต่จริงแน่แล้ว พระเจ้าทรงโปรดช่วยท่าน” แล้วคุณจะประหลาดใจที่พระองค์ยังทรงทำเช่นนั้นอยู่เพื่อผู้ที่รักพระองค์

เครื่องเตือนใจเพื่อระลึกถึง

หลังจากที่พ่อของแอรอนเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ไม่นาน เขาได้มอบรูปถ่ายขนาดโปสเตอร์ใส่กรอบให้กับแม่ เป็นภาพของสิ่งต่างๆมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพ่อ เช่น ของสะสม รูปถ่าย หิน หนังสือ งานศิลปะ และอีกมากมาย แต่ละอย่างล้วนมีความหมายพิเศษ แอรอนใช้เวลาหลายวันรวบรวมและจัดวาง แล้วราเชลน้องสาวของเขาเป็นคนถ่ายภาพของที่จัดวางไว้นั้น ของขวัญนี้เป็นการแสดงความระลึกถึงแด่พ่อของพวกเขา แม้ท่านจะต่อสู้กับความเกลียดชังตัวเองและการเสพติดมานานหลายสิบปี แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้เกิดความสงสัยในความรักที่มีต่อพวกเขา และยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักและฤทธิ์เดชแห่งการรักษาอันอัศจรรย์ของพระเจ้าที่ทำให้พ่อของเขามีชัยเหนือการเสพติดในช่วงสิบปีสุดท้ายของชีวิต

หลังจากสี่สิบปีอันยาวนาน ประชากรของพระเจ้าได้ข้ามไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา โยชูวาเลือกคนจากสิบสองเผ่าเผ่าละคน ให้รวบรวมศิลาจากก้นแม่น้ำแห้งเพื่อ “เป็นหมายสำคัญในหมู่ [พวกเขา]” (ยชว.4:1-6) โยชูวาใช้ศิลาเหล่านี้ก่อเป็นแท่นบูชาและเพื่อยกย่องถึงฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์ (ข้อ 19-24) การเดินทางของชนอิสราเอลนั้นไม่ง่ายเลย แต่พระเจ้าทรงสถิตกับพวกเขา ประทานน้ำจากก้อนหิน มานาจากท้องฟ้า นำพวกเขาด้วยเสาเมฆในเวลากลางวัน เสาเพลิงในเวลากลางคืน และเสื้อผ้าที่ไม่เคยขาดวิ่น (ฉธบ.8:4)! อนุสรณ์นี้เล็งถึงพระองค์

พระเจ้าทรงทำสิ่งอัศจรรย์! โดยการทรงจัดเตรียมของพระองค์ ขอให้เราแสดงความระลึกถึงด้วยการยกย่องสรรเสริญในความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์

หีบที่หายไป

ในระหว่างการรีทรีตประจำฤดูใบไม้ร่วงของคริสตจักรที่ค่ายพักแรมใกล้ๆ ศิษยาภิบาลเจฟฟ์ไปเดินเล่นกับลูกชายของฉัน โดยพาเขาเดินป่าทะลุไปยังที่นมัสการกลางแจ้ง ทันใดนั้นเองพวกเขาก็เจอกับหีบพันธสัญญา! แน่นอนว่านั่นไม่ใช่หีบของจริง แต่เป็นหีบจำลองสีทองขนาดเท่าของจริงที่สามีของฉันได้เริ่มสร้างเมื่อหลายปีก่อนด้วยการสนับสนุนจาก

เจฟฟ์ และลูกชายฉันเพิ่งทำจนเสร็จเมื่อไม่นานนี้เพื่อทำให้เจฟฟ์ประหลาดใจเจฟฟ์ตื่นเต้นมากและรีบไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆเพื่อนำหีบนั้นไปที่ห้องอาหารของค่าย เป็นภาพน่าประทับใจที่เห็นพวกผู้ชายแบกหีบไปตามทางเดินในขณะที่หลานชายตัวน้อยสองคนของศิษยาภิบาลเดินจูงมือตามหลังไป!

พระคัมภีร์เล่าถึงเหตุการณ์น่ายินดีเมื่อหีบพันธสัญญาของจริงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการที่พระเจ้าสถิตอยู่กับประชาชนของพระองค์ ได้ถูกนำออกมาจากบ้านที่เคยเก็บรักษาไว้เพื่อนำไปยังที่ที่เหมาะสมในเยรูซาเล็ม คือ “เมืองดาวิด” (2 ซมอ.6:12) กษัตริย์ดาวิดชื่นบานอย่างเหลือล้นจนทรงรำ​ “ถวาย​แด่​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดกำลัง​ของ​พระ​องค์” ในขณะที่ประชาชนโห่ร้องและเป่าเขาสัตว์ (ข้อ 14-15)

หลายปีต่อมา คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน และกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย (2 พกษ.25) พระวจนะไม่ได้บอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นกับหีบแห่งพันธสัญญา มีเรื่องเล่าไปต่างๆนานา แต่เราชื่นชมยินดีในการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหีบแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป (ยน.14:16-17) โดยการสิ้นพระชนม์ การฟื้นจากความตายของพระเยซู และการประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงอยู่กับทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์ นั่นเป็นเหตุผลอันยอดเยี่ยมที่เราจะชื่นชมยินดี!

ของประทานจากพระเจ้า

ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท่าทาง ละครเพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือของจอห์น บันยัน เรื่อง ปริศนาธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นทางความเชื่อของชายคนหนึ่งอันลึกซึ้งกินใจเช่นเดียวกับการแปลของไลซ่า

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแปลของเธอ ไลซ่าบอกว่า “เหตุผลที่ฉันมาทำการแปลและแปลเรื่อง นักแสวงบุญ นั้นก็เพราะทุกคนควรสามารถเข้าถึงข่าวประเสริฐได้ และคนหูหนวกเป็นกลุ่มคน(ส่วนใหญ่)ที่ถูกมองข้าม” เธอบอกอีกว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะมีคนหูหนวกน้อยกว่า 2% ทั่วโลกที่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู” ไลซ่าใช้ของประทานของเธอเพื่อคนหูหนวกจะได้รู้จักพระเยซู

เช่นเดียวกับไลซ่า เราถูกเรียกให้ใช้ของประทานและความสามารถเพื่อเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าและนำให้คนอื่นมาถึงพระเยซู เพื่อจะสร้างผลกระทบต่อโลกนี้ด้วยข่าวประเสริฐ อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต.4:10) ของประทานนี้รวมถึงการรักและอธิษฐานเผื่อผู้อื่น (ข้อ 7-8) ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หนุนน้ำใจ ผู้ช่วยที่รับใช้อยู่เบื้องหลัง ครู นักพูด นักอธิษฐาน หรือมีของประทานหรือความสามารถอย่างอื่น พระเจ้าทรงใช้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ เพียงแค่คุณถาม พระองค์จะสำแดงหนทางให้กับคุณ

ออกไปและประกาศ

เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญ

เปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)

พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา

จงเลียนแบบข้าพเจ้า

ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้ำตื้น โธมัสก็พยายามเลียนแบบพ่อในการเหวี่ยงปลากลับลงไปในน้ำด้วยการจุ่มคันเบ็ดลงในน้ำแล้วก็ “เกี่ยว” วัชพืชขึ้นมา เมื่อ “เกี่ยวได้” แต่ละครั้ง โทมัสก็หยิบวัชพืชขึ้นมาให้พ่อของเขาชื่นชมก่อนจะปล่อยมันกลับลงทะเลสาบ

เรามักชอบเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในพันธสัญญาใหม่ ผู้ติดตามพระเยซูมักได้รับการหนุนใจให้มองดูผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อต่อพระกิตติคุณเป็นตัวอย่าง (ดู 2 ธส.3:9; ฮบ.13:7; 3 ยน.1:11)

ใน 2 เธสะโลนิกา 3 เปาโลยกตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ควรเลียนแบบ (อยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่อยู่ในโอวาทและชอบยุ่งกับธุระของคนอื่น ข้อ 6, 11) และบอกผู้อ่านให้เอาอย่างความซื่อสัตย์ที่พบในตัวท่านและผู้นำคนอื่นๆ (ข้อ 7-10) และเปาโลได้หนุนใจพวกเขาว่า “ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย” (ข้อ 13)

แต่เปาโลรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว แบบอย่างชีวิตของท่านจะควรค่าแก่การเลียนแบบก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นนำไปสู่การพึ่งพาในพระคริสต์ (1 คร.11:1) มีเพียงชีวิตที่หยั่งรากลงในความเชื่อและฤทธานุภาพของพระคริสต์เท่านั้น ที่จะนำพาให้เราเติบโตขึ้นในพระคุณและพระปัญญาได้

เปาโลในยุคใหม่

ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิจโอเอ็ม (พันธกิจเสริมสร้างชุมชน) และในปีค.ศ. 1963 พันธกิจได้ส่งมิชชันนารีสองพันคนไปยุโรป โอเอ็มกลายเป็นหนึ่งในองค์กรทำพันธกิจที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยส่งมิชชันนารีกว่าพันคนในแต่ละปี เมื่อจอร์จเสียชีวิตในปี 2023 พันธกิจมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 คนจาก 134 ประเทศซึ่งทำงานอยู่ใน 147 ประเทศ และมีองค์กรพันธกิจอื่นๆเกือบ 300 แห่งเกิดขึ้นจากการติดต่อกับโอเอ็ม

จอร์จมีภาระใจเช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่จะนำผู้คนมาถึงความเชื่อในพระคริสต์ หลังการกลับใจอย่างอัศจรรย์ของเปาโลระหว่างทางไปเมืองดามัสกัส ท่านกลายเป็นมิชชันนารีที่กระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า ท่านร้อนรนในการทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา” (มธ.28:19) ในเส้นทางการเป็นมิชชันนารีของท่าน ท่านยังได้ฝึกอบรมทิโมธีและคนอื่นๆ ให้ออกไปและทำอย่างเดียวกันด้วย

เพราะงานเขียนของเปาโลที่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนในตลอดหลายศตวรรษจึงกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ท่านรู้ถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพระเยซู (ข้อ19-20) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเตือนเราในโรมบทที่ 12 ว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 11) เมื่อเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในพระองค์จะทำให้เรากระตือรือร้นในการบอกคนอื่นถึงเรื่องของพระคริสต์

ความรักของพระบิดา

คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา

พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน

ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ

ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เรา​ก็​ได้​เป็น​เช่นนั้น” (1 ยน.3:1)

พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน หรือ​ทอดทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ

เมืองเล็กๆที่ชื่อเบธเลเฮม

ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”

ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”

มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)

ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา