โอบกอด
“พ่อคะ อ่านหนังสือให้หนูฟังได้ไหม” ลูกสาวผมถาม นี่เป็นคำถามปกติธรรมดาที่ลูกจะถามพ่อแม่ แต่ลูกสาวของผมอายุสิบเอ็ดปีแล้ว เด็กในวัยนี้จะขอแบบนี้น้อยลงกว่าตอนที่พวกเขายังเล็ก “ได้สิ” ผมตอบด้วยความยินดี และเธอขึ้นมานั่งขดตัวข้างๆผมบนเก้าอี้โซฟา
ขณะที่ผมอ่านหนังสือให้เธอฟัง (เรื่อง อภินิหารแหวนครองพิภพ) เธอกอดผมแน่นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แสนพิเศษสำหรับพ่อแม่ ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกถึงความรักบริบูรณ์ที่พระบิดาทรงมีต่อเราและทรงปรารถนาที่จะให้เรา “โอบกอด” การทรงสถิตอยู่ด้วยและความรักของพระองค์
ในเวลานั้นเองผมตระหนักว่าผมก็เป็นเหมือนกับลูกวัยสิบเอ็ดขวบของผม ที่ส่วนใหญ่แล้วจะชอบพึ่งพาตัวเอง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะขาดจากสัมผัสแห่งรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนและปกป้องดังที่สดุดี 116 บรรยายว่า “กรุณาและชอบธรรม...กอปรด้วยพระเมตตา” (ข้อ 5) เป็นความรักแบบที่ผมสามารถขดตัวอยู่บนตักของพระองค์เหมือนที่ลูกสาวผมทำ และรู้ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานในตัวผม
สดุดี 116:7 แนะนำว่าเราควรเตือนตนเองอยู่เสมอถึงความรักประเสริฐของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ที่รอคอยเราอยู่ “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ยกลับไปสู่ที่พักของเจ้าเถิด เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานเจ้ามากแล้ว” พระองค์ทรงรักเรายิ่งนัก
พายุแห่งความกลัว
ในโฆษณาทางทีวีที่ผมเห็นไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคอยถามคนในกลุ่มที่ดูทีวีอยู่ว่า “คุณกำลังมองหาอะไร มาร์ค” “ผมกำลังมองหาตัวเองในแบบที่จะไม่ตัดสินใจทำอะไรเพราะความกลัว” เขาตอบจริงจัง ไม่ได้ตระหนักว่าเธอถามถึงสิ่งที่เขาชอบดูในทีวี!
ว้าว ผมไม่คิดว่าโฆษณาทีวีจะแทงใจดำผมเช่นนี้! แต่ผมเข้าใจมาร์คผู้น่าสงสาร บางครั้งผมเองก็รู้สึกอายที่ความกลัวมักนำหน้าชีวิตผม
สาวกของพระเยซูเคยประสบกับอำนาจแห่งความกลัวเช่นกันเมื่อพวกเขาข้ามฝั่งทะเลกาลิลี (มก.4:35) “พายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น” (ข้อ 37) ความกลัวเข้าครอบงำและพวกเขาคิดว่าพระเยซู (ที่ทรงหลับอยู่!) ไม่ห่วงใยพวกเขา “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” (ข้อ 38)
ความกลัวบิดเบือนการมองเห็นของสาวก ทำให้พวกเขามืดบอดต่อความหวังดีของพระเยซูที่มีต่อพวกเขา หลังจากพระองค์ทรงห้ามลมและคลื่นแล้ว (ข้อ 39) พระคริสต์ทรงตำหนิสาวกด้วยสองคำถามกินใจ “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40)
พายุซัดเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน แต่คำถามของพระเยซูอาจช่วยให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องต่อความกลัว คำถามแรกของพระองค์เชิญชวนให้เรารู้จักความกลัวของเรา คำถามที่สองนำเราให้ไว้ใจมอบความรู้สึกที่บิดเบือนให้พระองค์ โดยการทูลขอให้เรามีสายตาที่มองเห็นการทรงนำของพระองค์ผ่านพายุใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในชีวิต
ลิดเพื่อให้เกิดผล
ขณะจ้องดูผึ้งตัวใหญ่ที่กำลังบินวนเวียนอยู่เหนือพุ่มรัสเซียนเสจ ผมรู้สึกประหลาดใจกับกิ่งที่เต็มไปด้วยดอกสีฟ้าสดใสซึ่งดึงดูดสายตาของทั้งผมและผึ้ง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาผมยังสงสัยว่ามันจะออกดอกได้อีกหรือ ตอนที่พ่อตากับแม่ยายผมตัดต้นแพงพวยตรงโคนต้น ผมคิดว่าพวกเขาคงจะกำจัดมันทิ้ง แต่ตอนนี้ผมเห็นกับตาแล้วว่า การตัดแต่งกิ่งที่ดูโหดร้ายสำหรับผมในเวลานั้นทำให้เกิดผลที่งดงามเพียงใด
ความงามอันน่าประหลาดซึ่งเกิดจากแผลฉกรรจ์นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงเลือกภาพการลิดเพื่ออธิบายถึงการทำงานของพระเจ้าในหมู่ผู้เชื่อ ในยอห์น 15 พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา...แขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น” (ข้อ 1-2)
คำตรัสของพระเยซูย้ำเตือนเราว่า พระเจ้าทรงทำกิจอยู่ภายในเราเสมอทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณและช่วยให้เราเกิดผล (ข้อ 5) ในช่วงของ “การลิด” ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งความทุกข์ยากหรือความหดหู่ใจ เราอาจสงสัยว่าเราจะเติบโตได้อีกหรือ แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ติดสนิทกับพระองค์ต่อไป “แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น” (ข้อ 4)
เมื่อเรายังคงได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณจากพระเยซูอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์แห่งความงดงามและการเกิดผลของชีวิตเรา (ข้อ 8) จะทำให้โลกเห็นถึงความประเสริฐของพระเจ้า
เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของพระเยซู
เมื่อไม่นานมานี้รถของผมเสีย อู่ซ่อมรถอยู่ใกล้ๆราวหนึ่งกิโลเมตรกว่าจากบ้าน ผมจึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน แต่ขณะเดินไปเรื่อยๆบนทางที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ผมสังเกตเห็นว่าทุกคนขับรถเร็วมาก
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ว่ารถวิ่งเร็วกว่าคนเดินเท้า ขณะที่เดินกลับบ้านผมตระหนักว่า พวกเราเคยชินกับการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วตลอดเวลา และผมก็ตระหนักอีกว่า บ่อยครั้งผมคาดหวังให้พระเจ้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วย ผมต้องการให้แผนการของพระองค์ตรงกับตารางเวลาที่รวดเร็วของผม
เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลก ย่างก้าวที่ดูเหมือนเชื่องช้าของพระองค์บางครั้งก็ทำให้เพื่อนๆของพระองค์ผิดหวัง ในยอห์นบทที่ 11 มารีย์และมารธาส่งข่าวถึงพระเยซูว่าลาซารัสน้องชายกำลังป่วย พวกเธอรู้ว่าพระองค์ทรงช่วยได้ (ข้อ 1-3) แต่พระองค์ทรงมาถึงสี่วันหลังจากนั้น (ข้อ 17) หลังจากลาซารัสเสียชีวิตแล้ว มารธาทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) ความหมายคือพระองค์มาไม่เร็วพอ แต่พระองค์ทรงมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น คือการชุบชีวิตลาซารัสขึ้นจากความตาย (ข้อ 38-44)
คุณเข้าใจความสิ้นหวังของมารธาไหม ผมเข้าใจ บางครั้งผมอยากให้พระเยซูตอบคำอธิษฐานเร็วๆ บางครั้งดูเหมือนว่าพระองค์มาสาย แต่ตารางเวลาของพระองค์ต่างจากเรา พระองค์ทรงบรรลุเป้าหมายการทรงไถ่ตามตารางเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ของเรา และผลลัพธ์สูงสุดได้สำแดงถึงพระสิริและความประเสริฐของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าแผนการของเรา
บทเรียนจากไก่งวง
คุณรู้ไหมว่าไก่งวงที่อยู่กันเป็นกลุ่มเรียกว่าอะไร คำตอบคือฝูงไก่งวง ทำไมผมจึงเขียนถึงไก่งวง เพราะผมเพิ่งกลับจากการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระท่อมบนภูเขา ผมแปลกใจกับขบวนไก่งวงที่เดินพาเหรดผ่านระเบียงบ้านของเราทุกวัน
ผมไม่เคยเฝ้าดูไก่งวงมาก่อน พวกมันตะกุยพื้นอย่างแรงด้วยกรงเล็บอันน่าทึ่ง จากนั้นก็ไล่จิกลงไปที่พื้น ผมเดาว่ามันกำลังกินอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตไก่งวง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ผอมกะหร่องแถวบ้านเราจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องเท่ากับเจ้าไก่งวงที่จ้ำม่ำพวกนี้
ขณะที่นั่งดูไก่งวงเหล่านี้ ผมคิดถึงคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 6:26 ว่า“จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” พระเยซูทรงใช้ภาพการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงนกที่ดูไร้ค่าเพื่อเตือนเราให้รู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเรา หากชีวิตของนกยังสำคัญ ชีวิตของเราจะไม่สำคัญยิ่งกว่าหรือ จากนั้นพระเยซูทรงเปรียบความกังวลถึงสิ่งจำเป็นประจำวันของเรา (ข้อ 27-31) กับชีวิตที่ “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (ข้อ 33) เป็นชีวิตที่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างอุดม ถ้าพระเจ้าทรงดูแลฝูงไก่งวงได้ พระองค์ก็จะดูแลคุณและผมได้แน่นอน
หัวใจของนักร้อง
เสียงเพลงสรรเสริญพระเจ้าดังลอยมาจากชั้นล่าง ตอน 6:33 น.ในเช้าวันเสาร์ ผมไม่คิดว่าจะมีใครตื่น แต่เสียงแหบๆของลูกสาวทำให้รู้ว่าผมคิดผิด เธอดูเหมือนยังไม่ตื่นแต่ปากของเธอก็เริ่มร้องเพลง
ลูกสาวคนสุดท้องของผมเป็นนักร้อง จริงๆแล้วเธอร้องเพลงไม่ได้ เธอร้องเพลงเมื่อเธอตื่น เมื่อเธอไปโรงเรียน เมื่อเธอเข้านอน เธอเกิดมาพร้อมกับบทเพลงในใจของเธอ และเพลงของเธอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่พระเยซู เธอสรรเสริญพระเจ้าทุกที่ทุกเวลา
ผมรักความเรียบง่าย ความทุ่มเทและตั้งใจจริงในน้ำเสียงของลูกสาวผม ความเป็นธรรมชาติและชื่นชมยินดีในบทเพลงของเธอ สะท้อนคำเชิญให้สรรเสริญพระเจ้าที่เราพบได้ในพระคัมภีร์ สดุดีบทที่ 95 บอกว่า “มาเถิด ให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” (ข้อ 1) เมื่ออ่านต่อไป เราเรียนรู้ว่าคำสรรเสริญนี้หลั่งไหลออกมาจากความเข้าใจที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด (“เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่ง และทรงเป็นกษัตรย์ใหญ่ยิ่งเหนือพระทั้งหลาย” ข้อ 3) และใครที่เป็นเจ้าของเรา (“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากร แห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” ข้อ 7)
สำหรับลูกสาวของผม ความจริงเหล่านั้นคือสิ่งแรกในความคิดของเธอในตอนเช้า โดยพระคุณของพระเจ้า ผู้นมัสการตัวน้อยคนนี้ได้เตือนใจเราถึงความชื่นชมยินดีเมื่อได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
สงบศึกกับปัญหา
ตอนที่เราใกล้จะถึงบ้าน ผมสังเกตเห็นเข็มวัดความร้อนของเครื่องยนต์กำลังขึ้นสูง เมื่อเข้าที่จอด ผมดับเครื่องและกระโดดออกจากรถ ควันลอยออกมาจากฝากระโปรง เครื่องยนต์ส่งเสียงดังเหมือนเวลาทอดเบคอน ผมเข็นรถถอยหลังไปสองสามฟุตและเห็นว่ามีน้ำมันหยดอยู่ที่พื้น ผมรู้ทันทีว่าปะเก็นฝาสูบระเบิด
ผมโอดครวญ เราเพิ่งใช้เงินจำนวนมากไปกับการซ่อมแซม ทำไมมันยังทำงานไม่ได้อีก ผมบ่นอย่างอารมณ์เสีย ทำไมอะไรๆถึงไม่หยุดพังสักที
คุณเป็นเหมือนผมไหม บางครั้งเราผ่านวิกฤติหนึ่งมาได้ แก้ปัญหาหนึ่งเสร็จชำระหนี้ก้อนใหญ่หมด เพื่อที่จะพบกับปัญหาใหม่ที่บางครั้งก็หนักกว่าเรื่องรถเสีย เช่น การตรวจเจอโรคร้าย การเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร การสูญเสียอันเลวร้าย
ในเวลาเช่นนั้นเราเรียกร้องหาโลกที่ดีกว่า ที่มีปัญหาน้อยกว่า โลกที่พระเยซูทรงสัญญาไว้กำลังจะมาถึง แต่ก็ยังไม่ถึง พระเยซูทรงเตือนสาวกของพระองค์ในยอห์น 16 ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) พระเยซูตรัสถึงปัญหาร้ายแรงเช่นการถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ แต่พระองค์ทรงสอนว่าความทุกข์ยากเหล่านั้นไม่มีวันเอาชนะผู้ที่มีความหวังในพระองค์ได้
ปัญหาทั้งเล็กและใหญ่อาจตามเล่นงานเรา แต่พระสัญญาของพระเยซูถึงวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าถ้าเราอยู่กับพระองค์ หนุนใจเราที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหามากำหนดชีวิตของเราในวันนี้
Register
[rbc_profiles_registration]
ขับรถฝ่ายวิญญาณ
ผมจำรายละเอียดหลายอย่างในชั้นเรียนขับรถไม่ได้ แต่อักษร พ-ร-ค-ต-ป ยังฝังแน่นในความทรงจำ
อักษรพวกนี้แทนคำว่า พิจารณา ระบุ คาดการณ์ ตัดสินใจ และปฏิบัติ นี่คือขั้นตอนที่เราถูกสอนให้ฝึกเป็นประจำ เราต้องพิจารณาเส้นทาง ระบุอันตราย คาดการณ์ผลของอันตราย ตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไร และหากจำเป็น ให้ปฏิบัติตามแผน นี่คือกลยุทธ์ในการมุ่งมั่นหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ
ผมสงสัยว่าแนวคิดนี้จะนำมาใช้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร ในเอเฟซัส 5 เปาโลบอกผู้เชื่อในเอเฟซัสว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา” (ข้อ 15) เปาโลทราบว่าอันตรายบางอย่างอาจทำให้ พวกเขาล้มลงสู่ชีวิตเก่าที่ขัดกับชีวิตใหม่ในพระเยซู (ข้อ 8, 10-11) จึงแนะนำคริสตจักรที่กำลังเติบโตให้ระมัดระวัง
คำที่แปลว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” นั้นความหมายตรงตัวคือ “ดูว่าคุณเดินอย่างไร” หรือหมายถึง มองไปรอบๆ สังเกตอันตราย และหลีกเลี่ยงความบาป เช่นการเมาเหล้าและใช้ชีวิตเสเพล (ข้อ 18) แทนที่จะทำอย่างนั้น อัครทูตบอกให้เราแสวงหาที่จะเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิต (ข้อ 17) ขณะที่เราร้องสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค์ร่วมกับผู้เชื่อ (ข้อ 19-20)
ไม่ว่าเราจะเผชิญอันตรายใด และแม้จะสะดุดล้ม เรายังคงมีประสบการณ์กับชีวิตใหม่ในพระคริสต์ได้ในขณะที่เราเติบโตโดยพึ่งพากำลังและพระคุณอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์