วิ่งแข่งขัน
เว็บไซต์ statista.com กล่าวโดยสรุปถึงนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลลีกระดับประเทศส่วนใหญ่ว่ามีระยะเวลาในการเล่นอาชีพเฉลี่ย 3.3 ปี แต่ในปี 2021 ทอม เบรดี้ ผู้เล่นตำแหน่งควอร์เตอร์แบ็กของเอ็นเอฟแอล ได้เริ่มฤดูกาลที่ 22 ของเขาด้วยอายุ 44 ปี เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อาจเพราะการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดและการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอของเขาซึ่งเป็นที่เลื่องลือทำให้เขาสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน แหวนซูเปอร์โบวล์ทั้งเจ็ดวงทำให้เขาได้รับสมญานามยอดเยี่ยมตลอดกาลในเอ็นเอฟแอล แต่นี่เป็นสมญานามที่เขาจะไม่มีทางได้รับนอกจากจะให้ความมุ่งมาดปรารถนาที่จะเล่นฟุตบอลอย่างสมบูรณ์แบบหลอมรวมกับทุกสิ่งในชีวิต
อัครทูตเปาโลทราบว่านักกีฬาในสมัยของท่านก็แสดงออกถึงวินัยแบบเดียวกัน (1 คร.9:24) และท่านยังเห็นว่าไม่ว่าพวกเขาจะฝึกฝนมากเพียงใด ที่สุดแล้วความรุ่งโรจน์นั้นก็จะร่วงโรยไป ในทางกลับกันท่านกล่าวว่า เรามีโอกาสที่จะดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนิรันดร์กาล หากนักกีฬาที่กระหายหาความรุ่งโรจน์ชั่วคราวยังฝึกฝนอย่างหนักเช่นนั้น เปาโลกล่าวต่อว่า แล้วผู้ที่มีชีวิตเพื่อ “มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย” ควรจะทำยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด (ข้อ 25)
เราไม่ได้ฝึกฝนเพื่อจะได้รับความรอด แต่ตรงกันข้ามคือ เมื่อเราตระหนักว่าความรอดของเราอัศจรรย์อย่างยิ่งยวดเพียงใด มันจะปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ มุมมอง และเป้าหมายในชีวิตของเรา ในขณะที่เราแต่ละคนวิ่งในการแข่งขันแห่งความเชื่ออย่างสัตย์ซื่อด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า
“ทำให้เป็นของคุณเอง เพื่อนรัก”
วันที่ 11 มิถุนายน 2002 เป็นวันเปิดตัวการแข่งขันร้องเพลง อเมริกันไอดอล ในแต่ละสัปดาห์ คนที่มีความหวังจะมาร้องบทเพลงที่มีชื่อเสียงในแบบฉบับของตนเอง และผู้ชมจะโหวตว่าใครจะได้ผ่านไปสู่การแข่งขันในรอบต่อไป
แรนดี้ แจ็คสัน หนึ่งในกรรมการตัดสินมีคำพูดประโยคเด็ดเป็นเอกลักษณ์ว่า “คุณทำให้มันเป็นเพลงของคุณได้แล้ว เพื่อนรัก!” เขาจะกล่าวยกย่องเช่นนี้เมื่อนักร้องได้นำเอาบทเพลงที่คุ้นเคยมาศึกษาอย่างถ่องแท้ แล้วแสดงออกมาในรูปแบบใหม่ตามแบบฉบับของตัวเขาเอง การ “ทำให้เป็นของเขาเอง” คือการเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงด้วยความคิดสร้างสรรค์ จากนั้นจึงนำเสนอบนเวทีให้ชาวโลกได้รับชม
เปาโลเชื้อเชิญให้เราทำสิ่งที่คล้ายกันนี้เพื่อเป็นเจ้าของความเชื่อและการแสดงออกถึงความเชื่อนั้น ในฟีลิปปี 3 ท่านปฏิเสธความพยายามที่จะเป็นคนสำคัญต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า (ข้อ 7-8) แต่ท่านกลับสอนเราให้รับเอา “ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ” (ข้อ 9) ของประทานแห่งการอภัยโทษและการทรงไถ่เปลี่ยนแรงจูงใจและเป้าหมายของเรา “ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปเพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว” (ข้อ 12)
พระเยซูทรงรับประกันถึงชัยชนะของเรา หน้าที่ของเราคือการยึดมั่นในความจริง ประกาศข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับข่าวประเสริฐนั้นในโลกที่เสื่อมทรามของเรา อีกนัยหนึ่งคือ เราต้องทำให้ความเชื่อเป็นความเชื่อของเราเอง และ “เราได้แค่ไหนแล้วก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป” (ข้อ 16)
จดจ่อที่พระเจ้า
ตอนที่เลือกซื้อแหวนหมั้น ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหาเพชรที่ใช่ ผมถูกรบกวนด้วยความคิดที่ว่า ถ้าผมพลาดสิ่งดีที่สุดไปล่ะตามที่นักจิตวิทยาเศรษฐศาสตร์แบรี่ ชวาตซ์กล่าวไว้ ความลังเลเป็นประจำบ่งบอกว่าผมเป็นคนที่เขาเรียกว่า “สรรหาแต่สิ่งดีที่สุด” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “คนที่เลือกความพอใจ” คนที่เลือกความพอใจจะตัดสินใจโดยพิจารณาเลือกสิ่งที่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนคนที่สรรหาแต่สิ่งดีที่สุดล่ะ คนเรามีความต้องการที่จะเลือกสิ่งดีที่สุดเสมอ (ผมก็ด้วย!) ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจในการเผชิญกับทางเลือกมากมายคืออะไร คือความวิตกกังวล ซึมเศร้าและไม่พอใจ อันที่จริงนักสังคมวิทยาได้สร้างอีกวลีหนึ่งสำหรับปรากฏการณ์นี้ นั่นคือ กลัวที่จะพลาด
แน่นอนที่ในพระคัมภีร์เราจะไม่พบคำว่า คนที่สรรหาแต่สิ่งดีที่สุด หรือ คนที่เลือกความพอใจ แต่พบแนวคิดที่คล้ายกันใน 1 ทิโมธี เปาโลท้าทายทิโมธีให้ค้นหาคุณค่าในพระเจ้าแทนที่จะเป็นสิ่งของในโลกนี้ คำสัญญาของโลกในเรื่องการเติมเต็มจะไม่มีวันเกิดขึ้น เปาโลต้องการให้ทิโมธีหยั่งรากอัตลักษณ์ตัวตนของเขาในพระเจ้า “เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า พร้อมทั้งความสุขใจ” (6:6) เปาโลดูเหมือนเป็นคนที่เลือกความพอใจเมื่อท่านเสริมว่า “แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด” (ข้อ 8)
เมื่อผมยึดติดอยู่กับหนทางมากมายที่โลกนี้สัญญาว่าจะเติมเต็มชีวิตเรา ผมมักจะจบลงด้วยความหงุดหงิดและไม่พึงใจ แต่เมื่อผมจดจ่อที่พระเจ้าและละทิ้งแรงกระตุ้นที่บังคับให้สรรหาแต่สิ่งที่ดีที่สุด จิตวิญญาณของผมก็เคลื่อนไปสู่ความพึงพอใจและการหยุดพักอย่างแท้จริง
ทรงเตรียมที่ไว้สำหรับเรา
ครอบครัวเรากำลังวางแผนจะเลี้ยงลูกสุนัข ลูกสาววัย 11 ปีของผมจึงหาข้อมูลอยู่หลายเดือน เธอรู้ว่าสุนัขควรจะกินอะไร และจะแนะนำให้มันรู้จักกับบ้านใหม่ของเราอย่างไร นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นอีกมากมาย เธอบอกผมว่า ลูกสุนัขจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดถ้ามันได้ทำความรู้จักห้องทีละห้อง เราจึงเตรียมห้องนอนสำรองเอาไว้อย่างดี ผมแน่ใจว่าจะยังมีเรื่องที่เราต้องประหลาดใจอีกแน่แต่การเตรียมการที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของลูกสาวผม ครอบคลุมรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้เป็นอย่างดี
วิธีที่ลูกสาวของผมเปลี่ยนการจดจ่อรอคอยที่จะได้ลูกสุนัขมาเป็นการเตรียมการด้วยความรัก ทำให้ผมคิดถึงพระคริสต์ที่ทรงปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกับประชากรของพระองค์ และพระสัญญาที่จะเตรียมบ้านไว้ให้พวกเขา ในเวลาใกล้สิ้นสุดพระราชกิจบนโลกนี้ พระเยซูทรงเรียกร้องให้เหล่าสาวกวางใจในพระองค์โดยตรัสว่า “ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย” (ยน.14:1) จากนั้นทรงสัญญาว่าจะไป “จัดเตรียมที่ไว้สำหรับ[พวกเขา]... เพื่อว่า [พระองค์]อยู่ที่ไหน[พวกเขา]จะได้อยู่ที่นั่นด้วย” (ข้อ 3)
ในไม่ช้าพวกสาวกจะพบกับปัญหา แต่พระเยซูต้องการให้พวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงกำลังเตรียมการที่จะพาพวกเขากลับบ้านไปหาพระเจ้า
ผมอดไม่ได้ที่จะชื่นชมกับการเตรียมตัวอย่างละเอียดรอบคอบที่ลูกสาวผมตั้งใจทำเพื่อลูกสุนัขตัวใหม่ของเรา ผมได้แต่จินตนาการว่าพระผู้ช่วยให้รอดของเราจะทรงยินดียิ่งกว่าเรามากสักแค่ไหนที่ได้ทรงจัดเตรียมให้เราแต่ละคนอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อจะได้มีชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์
หนีหรือสันติสุข
“ปลีกวิเวก” ป้ายโฆษณาป่าวประกาศถึงประโยชน์ของการติดตั้งอ่างน้ำร้อน ซึ่งดึงดูดความสนใจและทำให้ผมคิด ผมกับภรรยาเคยคุยกันเรื่องซื้ออ่างน้ำร้อน...ในสักวันหนึ่ง มันคงเหมือนการได้หยุดพักผ่อนในสวนหลังบ้านของเราเอง! ยกเว้นเรื่องทำความสะอาดและค่าไฟ และ...ทันใดนั้น ความหวังที่จะได้ปลีกตัวไปก็เริ่มฟังดูเหมือนสิ่งที่ผมอยากปลีกตัวจากมา
คำๆนั้นยังคงล่อลวงเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมันสัญญาถึงสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความผ่อนคลาย ความสบายใจ ความปลอดภัยและการปลีกตัว นี่เป็นสิ่งที่วัฒนธรรมของเราล่อลวงและเล่นตลกกับเราด้วยหลากหลายวิธี ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะพักหรือปลีกตัวไปยังที่ที่สวยงาม แต่มีความแตกต่างระหว่างการปลีกตัวหนีไปจากความยากลำบากของชีวิต กับการวางใจพระเจ้าในปัญหาเหล่านั้น
ในพระธรรมยอห์นบทที่ 16 พระเยซูทรงบอกกับสาวกว่า ในก้าวต่อไปของชีวิตจะมีบททดสอบความเชื่อของพวกเขา “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” พระองค์ทรงสรุปในตอนท้าย และทรงเพิ่มเติมพระสัญญานี้ “แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) พระเยซูไม่ต้องการให้สาวกตกอยู่ในความสิ้นหวัง แต่ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้วางใจในพระองค์ และรู้ถึงการพักสงบที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้ “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน” พระองค์ตรัส “เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ข้อ 33) พระเยซูไม่ได้ทรงสัญญาว่าเราจะมีชีวิตที่ไม่เจ็บปวด แต่ได้ทรงสัญญาว่าถ้าเราวางใจและพักสงบอยู่ในพระองค์ เราจะได้พบกับสันติสุขอันลึกซึ้งและอิ่มเอมใจที่มากกว่าการหลบลี้ใดๆที่โลกพยายามเสนอให้กับเรา
ใกล้คริสต์มาสเข้าไปอีกวัน
หนูไม่อยากเชื่อเลยว่าคริสต์มาสจบลงแล้ว” ลูกสาวผมพูดอย่างหดหู่ ผมรู้ว่าเธอรู้สึกเช่นไร บรรยากาศหลังวันคริสต์มาสอาจดูมืดมน ของขวัญก็เปิดไปแล้ว ต้นคริสต์มาสและไฟประดับก็ต้องเอาลง เดือนมกราคมก็ไร้ชีวิตชีวา และสำหรับหลายๆคน ความต้องการที่จะลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากช่วงวันหยุดกำลังรออยู่ ความคาดหวังที่น่าตื่นเต้นซึ่งมาพร้อมกับคริสต์มาสก็พลันหายไป
ไม่กี่ปีก่อนขณะที่เราเก็บของตกแต่งจากวันคริสต์มาส ผมตระหนักว่า ไม่ว่าปฏิทินจะบอกอะไรเรา เราก็เข้าใกล้คริสต์มาสครั้งต่อไปอีกวันหนึ่ง และนั่นกลายเป็นสิ่งที่ผมมักจะพูดบ่อยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการฉลองคริสต์มาสแบบชั่วครั้งชั่วคราวของเราก็คือความจริงฝ่ายวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือความรอดที่พระเยซูทรงนำเข้ามาในโลกและความหวังเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์ พระคัมภีร์ย้ำเรื่องการเฝ้าดู การรอคอย และความปรารถนาที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมา ผมชอบสิ่งที่เปาโลพูดในฟีลิปปี 3:15-21 ท่านชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตของโลก คือการ “สนใจในวัตถุทางโลก” (ข้อ 19) กับวิถีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมด้วยความหวังเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซู “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ เรารอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า” (ข้อ 20)
ความจริงที่ว่า “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง รวมถึงความหวังและวิธีการดำเนินชีวิตของเรา ความหวังนั้นถูกทำให้มั่นคงขึ้นด้วยความรู้ที่ว่า ทุกๆวันที่ผ่านไปนั้น แท้จริงแล้วเราเข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระเยซูอีกวันหนึ่ง ARH
ตัวบั่นทอน
มันเริ่มด้วยอาการระคายคอ ผมคิดในใจว่าแย่แล้ว อาการระคายคอนั้นกลายมาเป็นไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นระยะเริ่มต้นของโรคหลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่กลายเป็นไอกรน และไอกรนนี้เองได้กลายเป็นปอดอักเสบ
เป็นเวลา 8 สัปดาห์กับการไออย่างรุนแรงจนลำตัวแทบแตกเป็นเสี่ยง โรคไอกรนนี้มีที่มาสมกับชื่อจริงๆ มันทำให้ผมถ่อมใจ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแก่ขนาดนั้น แต่ผมก็อายุมากพอที่จะเริ่มคิดถึงว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มย่อยที่คริสตจักรมีชื่อตลกๆสำหรับปัญหาสุขภาพที่โจมตีเมื่อเราอายุมากขึ้นว่า “ตัวบั่นทอน” แต่ไม่มีอะไรที่น่ารักเลยเมื่อตัวบั่นทอนนี้ “ปฏิบัติการ” ของมัน
ใน 2 โครินธ์ 4 เปาโลเองได้เขียนถึง “ตัวบั่นทอน” ในแบบที่ท่านพบ บทนี้บันทึกถึงการถูกข่มเหงที่ท่านและเพื่อนร่วมงานต้องทน การทำพันธกิจให้สำเร็จนั้นนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าจนหมดกำลัง ท่านยอมรับว่า “กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป” แต่ถึงแม้ร่างกายจะเสื่อมถอยจากอายุ การถูกข่มเหง และสภาพแวดล้อมที่หนักหนาสาหัส เปาโลยังคงยึดมั่นในความหวังที่ทำให้ท่านไปต่อได้ “แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16) ท่านยังเน้นย้ำว่า “การทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆ...ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น” เทียบไม่ได้กับสิ่งที่รอเราอยู่ นั่นคือ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (ข้อ 17)
แม้ในค่ำคืนที่ผมเขียนอยู่นี้ กรงเล็บของตัวบั่นทอนจะยังเกาะแน่นที่หน้าอก แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่บทสรุปของชีวิตผมและของทุกคนที่ยึดมั่นอยู่ในพระคริสต์
โอบกอด
“พ่อคะ อ่านหนังสือให้หนูฟังได้ไหม” ลูกสาวผมถาม นี่เป็นคำถามปกติธรรมดาที่ลูกจะถามพ่อแม่ แต่ลูกสาวของผมอายุสิบเอ็ดปีแล้ว เด็กในวัยนี้จะขอแบบนี้น้อยลงกว่าตอนที่พวกเขายังเล็ก “ได้สิ” ผมตอบด้วยความยินดี และเธอขึ้นมานั่งขดตัวข้างๆผมบนเก้าอี้โซฟา
ขณะที่ผมอ่านหนังสือให้เธอฟัง (เรื่อง อภินิหารแหวนครองพิภพ) เธอกอดผมแน่นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แสนพิเศษสำหรับพ่อแม่ ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกถึงความรักบริบูรณ์ที่พระบิดาทรงมีต่อเราและทรงปรารถนาที่จะให้เรา “โอบกอด” การทรงสถิตอยู่ด้วยและความรักของพระองค์
ในเวลานั้นเองผมตระหนักว่าผมก็เป็นเหมือนกับลูกวัยสิบเอ็ดขวบของผม ที่ส่วนใหญ่แล้วจะชอบพึ่งพาตัวเอง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะขาดจากสัมผัสแห่งรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนและปกป้องดังที่สดุดี 116 บรรยายว่า “กรุณาและชอบธรรม...กอปรด้วยพระเมตตา” (ข้อ 5) เป็นความรักแบบที่ผมสามารถขดตัวอยู่บนตักของพระองค์เหมือนที่ลูกสาวผมทำ และรู้ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานในตัวผม
สดุดี 116:7 แนะนำว่าเราควรเตือนตนเองอยู่เสมอถึงความรักประเสริฐของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ที่รอคอยเราอยู่ “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ยกลับไปสู่ที่พักของเจ้าเถิด เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานเจ้ามากแล้ว” พระองค์ทรงรักเรายิ่งนัก
พายุแห่งความกลัว
ในโฆษณาทางทีวีที่ผมเห็นไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคอยถามคนในกลุ่มที่ดูทีวีอยู่ว่า “คุณกำลังมองหาอะไร มาร์ค” “ผมกำลังมองหาตัวเองในแบบที่จะไม่ตัดสินใจทำอะไรเพราะความกลัว” เขาตอบจริงจัง ไม่ได้ตระหนักว่าเธอถามถึงสิ่งที่เขาชอบดูในทีวี!
ว้าว ผมไม่คิดว่าโฆษณาทีวีจะแทงใจดำผมเช่นนี้! แต่ผมเข้าใจมาร์คผู้น่าสงสาร บางครั้งผมเองก็รู้สึกอายที่ความกลัวมักนำหน้าชีวิตผม
สาวกของพระเยซูเคยประสบกับอำนาจแห่งความกลัวเช่นกันเมื่อพวกเขาข้ามฝั่งทะเลกาลิลี (มก.4:35) “พายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น” (ข้อ 37) ความกลัวเข้าครอบงำและพวกเขาคิดว่าพระเยซู (ที่ทรงหลับอยู่!) ไม่ห่วงใยพวกเขา “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” (ข้อ 38)
ความกลัวบิดเบือนการมองเห็นของสาวก ทำให้พวกเขามืดบอดต่อความหวังดีของพระเยซูที่มีต่อพวกเขา หลังจากพระองค์ทรงห้ามลมและคลื่นแล้ว (ข้อ 39) พระคริสต์ทรงตำหนิสาวกด้วยสองคำถามกินใจ “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40)
พายุซัดเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน แต่คำถามของพระเยซูอาจช่วยให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องต่อความกลัว คำถามแรกของพระองค์เชิญชวนให้เรารู้จักความกลัวของเรา คำถามที่สองนำเราให้ไว้ใจมอบความรู้สึกที่บิดเบือนให้พระองค์ โดยการทูลขอให้เรามีสายตาที่มองเห็นการทรงนำของพระองค์ผ่านพายุใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในชีวิต