น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
ในการทรงสถิตของพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น
ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย
ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน
ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ
“พ่อคะ เอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหม” ลูกสาวคนเล็กของผมถาม “ได้สิ” ผมตอบแล้วเอาน้ำมาให้เธอ เธอรับไปโดยไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนโตก็ขอเช่นกัน และเมื่อผมเอาน้ำมาให้เธอก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ผมหงุดหงิดจึงโพล่งออกไปว่า “มีใครจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างไหม ทำไมมันถึงยากนัก”
บางครั้งความหงุดหงิดของพ่อแม่ก็เป็นตัวเร่งที่เปิดประตูให้พระเจ้าได้ทำงาน ผมรู้สึกทันทีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนอย่างอ่อนโยนว่า ใช่แล้ว อดัม ทำไมการพูดคำว่า “ขอบคุณ” ถึงยากนัก แล้วต้นเหตุก็ถูกเปิดเผย กลายเป็นว่าท่าทีแห่งการขอบพระคุณที่ขาดหายไปไม่ใช่ปัญหาของลูกๆเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผมด้วย
ผมไม่รู้ว่าทำไมการพูดขอบคุณจึงยากนัก แต่ที่แน่ๆดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แต่ในพระธรรมสดุดีเราได้เห็นแบบอย่างของการมีใจขอบพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้น ดาวิดและคนอื่นๆมักจะสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน และวลีที่มักจะนำหน้าคำขอบพระคุณของพวกเขาคือ “ข้าพระองค์จะ...”
ในสดุดี 9:1 ดาวิดตั้งใจเลือกที่จะแสดงความขอบพระคุณ “ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” เราอาจคิดว่าใจขอบพระคุณนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ดาวิดย้ำเตือนว่าเป็นการเลือกของเราด้วยเช่นกัน
เมื่อเราเลือกที่จะปลูกฝังนิสัยแห่งการแสดงความขอบพระคุณเช่นเดียวกับดาวิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จักและชื่นชมในความประเสริฐของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต
เบื้องหลังภาวะเสพติดหน้าจอ
ตอนผมเป็นวัยรุ่น ในทุกฤดูใบไม้ร่วงคุณยายจะได้รับแค็ตตาล็อกสินค้าคริสต์มาสของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ด้วยความดีใจล้นเหลือผมจะเก็บมันไว้เพื่อเปิดดูรูปภาพสวยงามในนั้น
ทุกวันนี้รูปเหล่านั้นแสดงขึ้นมาในมือถือของเราทุกวัน เป็นการคัดสรรความหวังและความฝันของเราตามอัลกอริทึม ข้อมูลถูกเลือกให้เราอย่างเจาะจง เป็นเรื่องง่ายที่จะหลงไปกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งชื่อปรากฏการณ์ทางดิจิตอลนี้ว่า ภาวะเสพติดการดูสินค้าราคาเกินเอื้อม ผลการสำรวจชี้ว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในอเมริกาโดยเฉลี่ย เสพติดการดูสินค้าหน้าจอมากกว่าสองชั่วโมงต่อวัน! รูปภาพที่หลอกล่อหัวใจของเราชวนให้เราตั้งความหวัง และเชื่อว่าถ้าเรามีสิ่งนั้นแล้วทุกอย่างจะดี
ในทางกลับกัน พระคัมภีร์ชวนให้เราละจากวัตถุสิ่งของ ใน 1 เปโตร 1:3-4 บอกว่า “สาธุการแด่พระเจ้า...ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และเพื่อให้ได้รับมรดก ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรย” เปโตรเปรียบความปรารถนาชั่วคราวของเรากับพระสัญญาถึงสิ่งที่จะ เติมเต็มเรา คือ การมอบความหวังของเราไว้ในพระคุณของพระเจ้า และท่านกล่าวว่า “ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณ คือพระคุณซึ่งจะทรงโปรดประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์จะทรงสำแดงพระองค์” (ข้อ 13)
ความจริงคือ ผมเองก็เสพติดการดูหน้าจอ แต่ผมขอให้พระเจ้าทรงช่วยผมเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในความหวังใจที่ใหญ่กว่าจากพระองค์ เพื่อที่ผมจะตั้งความปรารถนาทั้งสิ้นไว้ที่พระองค์
พันธกิจของพระเยซู
ในปีค.ศ. 1997 มหาวิทยาลัยไอโอวาได้ตั้งชื่อสนามอเมริกันฟุตบอลตามชื่อของนักกีฬาผิวสีคนแรกของมหาวิทยาลัย นั่นคือแจ็ค ไทรซ์ น่าเศร้าใจที่ไทรซ์ไม่เคยเล่นฟุตบอลในเมืองเอเมส รัฐไอโอวาด้วยซ้ำ เพราะเขาเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันระดับวิทยาลัยนัดที่สองในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1923
คืนก่อนการแข่งขันไทรซ์ได้เขียนบันทึกถึงตัวเองเพื่อเป็นพยานถึงความมุ่งมั่นของเขาว่า “เกียรติยศของเชื้อชาติ ครอบครัว และตัวของผมเองเป็นเดิมพัน ทุกคนคาดหวังให้ผมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมจะทำ! ร่างกายและจิตวิญญาณทั้งหมดของผมจะทุ่มเทลงไปในสนามในวันพรุ่งนี้อย่างไม่คิดชีวิต ทุกครั้งที่บอลถูกส่งออกไป ผมจะพยายามทำให้มากกว่าหน้าที่ของตัวเอง” ไทรซ์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เขาทำเกิดจากเกียรติยศและศักดิ์ศรีในตัวตนของเขา ซึ่งหล่อหลอมให้เขามีความกล้าหาญ
เปาโลกล่าวสิ่งที่คล้ายกันนี้ในจดหมายถึงชาวเมืองเอเฟซัส ท่านท้าทายผู้เชื่อที่จะให้ตัวตนในพระคริสต์ของพวกเขามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทุกอย่าง “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) เปาโลท้าทายเราให้ยอมรับวิถีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมโดยพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเรา ในเรา และผ่านเรา ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความถ่อมใจ ความอ่อนสุภาพ ความอดทนนาน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความรัก และสันติภาพ (ข้อ 2-3) ในขณะที่เราใช้ของประทานจากพระเจ้าเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน (ข้อ 15-16)
เรื่องของเมกาโลดอนและเลวีอาธาน
หลายปีก่อนมีห่อพัสดุส่งมาที่บ้านผม ผมสังเกตเห็นที่อยู่ของเพื่อนสนิทตรงชื่อผู้ส่ง ผมจึงยิ้มออกมา บางครั้งโจก็ส่งสิ่งที่ไม่คาดคิดมาให้และห่อพัสดุนี้ก็เข้าเกณฑ์ ข้างในเป็นฟันฉลามสีน้ำตาลเข้ม ยาวห้านิ้ว
จดหมายของโจอธิบายว่า นี่เป็นฟอสซิลของฟันฉลามในยุคก่อนประวัติ-ศาสตร์ เมกาโลดอนใหญ่กว่าฉลามขาวหลายเท่า ผมพยายามหาว่ากรามของปลาจะต้องใหญ่ขนาดไหนถึงจะรองรับฟันขนาดนี้ที่เรียงเป็นแถวได้ นักวิทยา-ศาสตร์ให้คำตอบแบบคาดคะเนว่าราว 2.75 x 3.35 เมตร ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตอะไรเช่นนี้!
พระคัมภีร์ไม่ได้เอ่ยถึงเมกาโลดอน แต่ในพระธรรมโยบ พระเจ้าตรัสถึงสัตว์ทะเลชื่อว่าเลวีอาธาน ในบทที่ 41 พระเจ้าตรัสกับโยบโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่างที่น่าเกรงขามไว้ว่า “เราจะไม่งดพูดถึงแข้งขาของมัน หรือกำลังอันแข็งกล้าของมัน หรือโครงร่างอันดีของมัน” (ข้อ 12) “ใครจะเปิดประตูหน้าของมันได้ ฟันของมันนั้นน่าสยดสยองโดยรอบ” (ข้อ 14)
มีเพียงผู้สร้างเลวีอาธานเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ และ ณ จุดนี้ พระเจ้าทรงเตือนโยบว่า สัตว์นี้จะใหญ่โตเพียงใดก็เทียบไม่ได้กับพระผู้สร้างมัน “สิ่งใดๆที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้นก็เป็นของเรา” (ข้อ 11)
ฟันซี่ใหญ่นั้นวางอยู่บนโต๊ะทำงานของผม เป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์ขององค์พระผู้สร้างเรา และเป็นเครื่องเตือนใจผมอย่างไม่น่าเชื่อถึงพระลักษณะของพระเจ้า ซึ่งปลอบประโลมใจผมในยามที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกโลกกลืนกินแล้วคายออกมา
ระยะก่อนน้ำมันหมดถัง
รถมินิแวนคันเก่าของผมมีหน้าจอที่แสดงอักษรย่อ DTE (Distance’Til Empty) ซึ่งแสดงระยะทางที่แม่นยำที่รถจะวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมด รถรุ่นใหม่ๆส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะนี้ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะการรู้ว่าสามารถขับได้ไกลแค่ไหนก่อนจะต้องเติมน้ำมันเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยไม่ให้รถจอดตายไปไหนไม่ได้!
คุณรู้หรือไม่ว่าพระบัญญัติสิบประการมีตัวแสดงผลแบบโบราณที่คล้ายกับ DTE เรียกว่าวันสะบาโต ในพระธรรมอพยพ 20 พระเจ้าบอกเราว่าหลังจากหกวัน เราจะใช้พลังงานที่เปรียบเสมือนน้ำมันจนหมด “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ” (ข้อ 8-10)
เราอาจถูกล่อลวงให้ละเลยพระบัญญัติข้อนี้ จะว่าไปแล้วข้อห้ามเรื่องการโกหก การลักขโมย การฆ่าคน การล่วงประเวณี การโลภ และการบูชารูปเคารพ (ข้อ 1-17) นั้นเห็นได้ชัดเจน แต่การพักผ่อนหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์มีความสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ
เราอาจคิดว่าเราสามารถ “โกง” ข้อนี้ได้ แต่ของขวัญที่วันสะบาโตมอบให้คือการเชิญชวนให้เราพักผ่อน หยุดทำงาน และระลึกว่าเรามีสิ่งต่างๆจากการจัดเตรียมจากพระเจ้า ไม่ใช่จากการทำงานตลอดเวลาของเรา
ระยะก่อนเติมน้ำมันคือระยะเท่าไร คำตอบคือหกวัน และวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเชิญชวนเราด้วยความเมตตาให้เราพักผ่อน ชาร์จพลัง และละทิ้งความคิดที่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา
ขุดหาความหมาย
เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได้แค่ขุดดินแบบเล่นๆ แต่มันขุดจนเป็นอุโมงค์เหมือนมันกำลังจะหนีออกจากคุก มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ดุร้าย และสกปรก
เมื่อไม่นานมานี้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมสุนัขตัวนี้ถึงชอบขุดมากมายขนาดนั้น แล้วผมก็นึกได้ว่าผมก็เป็นนักขุดเช่นกัน ผมมีแนวโน้มที่จะ “ขุด” สิ่งต่างๆ มากมายที่ผมหวังว่าจะทำให้ผมมีความสุข มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความพึงพอใจในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ผมกลายเป็นนักขุด การขุดค้นหาความหมายในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ตัวผมเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและปรารถนาสิ่งที่มากกว่านั้น
เยเรมีย์ตำหนิอิสราเอลที่เป็นนักขุด โดยพระเจ้าตรัสผ่านท่านว่า “เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย...แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้” (ยรม.2:13) พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ที่ไม่สนใจจะแสวงหาพระองค์ พวกเขาขุดบ่อน้ำของตัวเองเพื่อดับความกระหายที่ลึกที่สุด แต่พระเจ้าเตือนพวกเขาว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็น “แหล่งน้ำเป็น” (ข้อ 13) ในยอห์นบทที่ 4 พระเยซูทรงมอบน้ำธำรงชีวิตนี้ให้กับผู้หญิงที่บ่อน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ไปขุดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 10-26)
เราทุกคนล้วนเป็นนักขุดในบางครั้ง แต่ด้วยพระทัยกรุณาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์จะแทนที่การขุดที่ไร้ผลของเรา โดยการเติมเต็มเราด้วยน้ำของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่จะดับความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเราได้
และพระเจ้าทรงส่ง...ผีเสื้อกลางคืน?
“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝูงแมลงจำนวนมากราวกับฝุ่นจะอพยพจากที่ราบเนแบรสกาไปยังเทือกเขาโคโลราโด และอยู่ที่นั่นในฤดูร้อน เราต้องเตรียมรับมือกับการมาของพวกมันทุกปี และปีนี้ก็เลวร้ายเป็นพิเศษ
สำหรับมนุษย์แล้ว ผีเสื้อกลางคืนถือเป็นศัตรูพืชที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมักจะบินมาชนหน้าคุณ แต่สำหรับนกมันคืองานเลี้ยง เมื่อลองค้นคว้าข้อมูลดู ผมก็พบว่าผีเสื้อกลางคืนให้สารอาหารชั้นเยี่ยมแก่นกนางแอ่นในภูมิภาคนี้ แม้จะน่ารำคาญเพียงไร แต่ผีเสื้อกลางคืนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “มานา” สำหรับพวกนก
ผมไม่รู้ว่าที่อิสราเอลในสมัยของพระเยซูมีการอพยพของผีเสื้อกลางคืนหรือไม่ แต่พระคริสต์ตรัสถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกที่นั่นในคำเทศนาบนภูเขา “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ.6:26)
ฉะนั้นในทุกวันนี้ผมจึงมองผีเสื้อกลางคืนต่างไปจากเดิม คือไม่ใช่ศัตรูพืชที่สกปรก แต่เป็นเครื่องเตือนใจที่มีปีกให้นึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูของพระองค์ที่มีต่อผมด้วย ถ้าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกนางแอ่นอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พระองค์จะทรงดูแลคุณและผมมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด