พระเนตรที่รู้ทุกสิ่ง
เจสันกับปิแอร์ทำงานติดตั้งผนังบ้านร่วมกันมานานนับสิบปี พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแต่ทั้งคู่ไม่ค่อยพูด ขณะทำงานพวกเขาแทบจะไม่พูดอะไรเลย แต่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดีจนแทบไม่มีปัญหา ทั้งคู่พึ่งพาการสื่อสารเพียงแค่พยักหน้าหรือเหลือบมองกัน ท่าทางเล็กๆน้อยๆก็สามารถสื่อความหมายได้มากมาย
สดุดีบทที่ 32 ทำให้เห็นสิ่งที่คล้ายกันนี้ระหว่างพระเจ้ากับผู้เขียนสดุดี พระคัมภีร์บางฉบับได้แปลข้อ 8 ไว้ดังนี้ “เราจะนำเจ้าด้วยสายตาของเรา” (NKJV) พระเจ้าไม่ได้ทรงมองดูจากระยะไกล พระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักซึ่งทรงทำงานร่วมกับลูกของพระองค์ ขณะที่เพลงสดุดีบทนี้เริ่มต้นด้วยการสารภาพบาป (ข้อ 1-5) แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การลงโทษ แต่เป็นการทรงนำในทิศทางใหม่ด้วยความรักเมื่อพระเจ้าทรงสอนลูกของพระองค์ให้รู้จักทางที่ถูกต้อง (ข้อ 6-7)
อีกทางเลือกหนึ่งคือเป็นเหมือนม้าหรือล่อ ซึ่ง “ต้องติดสายผ่าปากและบังเหียน มิฉะนั้นมันก็ไม่ไปกับเจ้า” (ข้อ 9) ภาพนี้แสดงถึงการตั้งใจขัดขืนและไม่รู้จักหนทางของพระเจ้า ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้องพัฒนาความสนิทสนมอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าเพื่อเราจะไวต่อการทรงนำอันอ่อนโยนของพระองค์ วิธีหนึ่งที่เราจะพัฒนาความสนิทสนมนี้คือการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งจะช่วยให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:25) เพื่อที่เราจะรักในสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก แล้วเราจึงจะ “ยินดีในพระเจ้าและเปรมปรีดิ์” ได้ (สดด.32:11)
น้ำใจโอบอ้อมอารี
เมื่อไม่กี่ปีก่อนคริสตจักรของเราให้ที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีจากประเทศของตนเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง ทั้งครอบครัวมาพร้อมสัมภาระเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าเล็กๆใบเดียว มีสมาชิกในคริสตจักรของเราหลายครอบครัวที่เปิดบ้านต้อนรับ แม้บางบ้านจะมีพื้นที่ไม่มากนักก็ตาม
ความโอบอ้อมอารีมีเมตตาเช่นนี้สะท้อนถึงพระบัญชาของพระเจ้าที่ประทานต่อชนอิสราเอลก่อนที่พวกเขาจะเข้าอาศัยในดินแดนแห่งพันธสัญญา เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว อาหารทุกอย่างสำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงการเก็บเกี่ยวในปีหน้า พระเจ้าตรัสว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วลืม อย่ากลับไปเอามาเลย“ให้เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ฉธบ.24:19) พวกเขาต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่เฉพาะในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ให้ด้วยใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า “เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอวยพระพรแก่กิจการทั้งหลายแห่งมือของท่าน” (ข้อ 19) พระเจ้าทรงมีให้พวกเขาอย่างเพียงพอเสมอ
การแสดงความโอบอ้อมอารียังเตือนใจด้วยว่าพวกเขาเคยเป็น “ทาสอยู่ในอียิปต์” (ข้อ 22) แม้เราอาจไม่เคยพบเจอกับการกดขี่เช่นนั้น แต่เราทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์ในการเป็นคนนอกหรือคนที่ขัดสน เมื่อเราหยิบยื่นให้แก่ผู้อื่น เราควรระลึกถึงความต้องการพื้นฐานที่สุดของเราด้วย นั่นคือการเป็นอิสระจากบาป “ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (รม.5:8)
เมื่อเรามีใจโอบอ้อมอารี เราก็ได้นมัสการพระเจ้าของเราผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง และทรง “รักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 คร.9:7)
พันธกิจยิ่งใหญ่
ไดอ็อกนิทัส ชายในศตวรรษที่สองผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า เขาสังเกตว่าผู้ติดตามพระคริสต์มี “เพิ่มมากขึ้นทุกวัน” ถึงแม้พวกเขาต้องทนทุกข์จากการข่มเหงของคนโรมันเป็นประจำ เขาถามผู้เชื่อในพระเยซูว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในเอกสารที่เรารู้จักกันในชื่อ จดหมายถึงไดอ็อกนิทัส ซึ่งปิตาจารย์ของคริสตจักรยุคแรกเขียนตอบเขาว่า “ท่านไม่เห็นหรือว่ายิ่งมีคนถูกลงโทษมากเท่าไร จำนวนคนที่เหลือก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดูราวกับว่านี่ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ แต่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า”
เมื่อพระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พวกเขาไม่อาจจินตนาการถึงการเติบโตของคริสตจักรที่จะเกิดขึ้นในหลายศตวรรษต่อมาได้ พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:19) คำตรัสนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ พระมหาบัญชา แต่การใช้คำนี้เรียกคำพูดสุดท้ายของพระคริสต์ต่อสาวกของพระองค์อาจฟังดูเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ ความจริงแล้วนี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้ทุกคนที่ติดตามพระองค์ทำ คือ เมื่อเราดำเนินชีวิตประจำวันนั้นให้เราสร้างสาวก เราไม่จำเป็นต้องไปที่สุดปลายแผ่นดินโลก ข่าวประเสริฐจะเดินทางไปทุกที่ที่เราไป
อย่าท้อใจกับความยากลำบากชั่วขณะหนึ่ง พระเยซูตรัสว่า “นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20) เราพาพระองค์ไปด้วยในทุกที่ที่เราไป
ผู้อพยพที่ช่วยให้รอด
ในปี ค.ศ. 1947 เมื่อจักรวรรดิบริติชอินเดียล่มสลาย ผู้คนกว่าสิบห้าล้านคนอพยพด้วยเหตุผลทางศาสนา ความโกลาหลนี้เลวร้ายลงเนื่องจากน้ำท่วมในช่วงมรสุมและการแพร่ระบาดของโรค มีผู้ลี้ภัยเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านคน
ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้คนมีการอพยพเพื่อแสวงหาอิสรภาพ ความปลอดภัย หรือชีวิตที่ดีกว่า แรงกระตุ้นในการย้ายถิ่นฝังรากลึกอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ ตัวอย่างที่มีคนรู้จักมากที่สุดในพระคัมภีร์คือเรื่องราวการอพยพของชาวฮีบรูไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา การอพยพไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพระเยซูเช่นกัน เมื่อพระองค์ยังทรงเป็นทารก พ่อแม่ของพระองค์หนีไปอียิปต์เพื่อปกป้องชีวิตของพระองค์จากเฮโรดผู้โหดเหี้ยม เป็นเรื่องตลกร้ายที่ชาวอิสราเอลหนีไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา (อพย.3:17) เพื่อหนีจากกษัตริย์ที่สั่งฆ่าเด็กผู้ชาย (1:16) ส่วนโยเซฟก็ถูกบอกให้พาพระเยซู “กับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์” เพื่อหนีจากผู้นำเผด็จการที่ทำสิ่งเดียวกัน (มธ.2:13; ดูข้อ 16-18)
มัทธิวบอกเราว่าการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำพยากรณ์ในโฮเชยา 11:1 ที่ว่า “เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์ ” (มธ.2:15) แต่นี่ยังเป็นการเตือนใจเราด้วยว่าพระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจสิ่งที่มนุษย์เผชิญ (ฮบ.4:15) เรามีองค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รู้จักเราและเคยเผชิญการทดลองและความทุกข์ยากแบบเดียวกับเรา เราสามารถแสวงหาพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้ พระองค์ทรงฟังและทรงวิงวอนเพื่อเรา (ฮบ.4:14-16)
จำพระเยซูได้
เมื่อคาร์ล็อตต้ายังเด็ก เธอคิดว่าแม่ของเธอมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งในการจดจำผู้คน แต่คาร์ล็อตต้า ต่างหากที่น่าทึ่ง เธอมีอาการที่พบไม่บ่อยนัก เรียกว่าภาวะลืมใบหน้า ซึ่งเธอไม่สามารถนึกหรือจดจำใบหน้าผู้คน
ไม่นานหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สาวกสองคนที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็มดูเหมือนจะมีอาการดังกล่าว เมื่อพวกเขาพบใครคนหนึ่งซึ่งพวกเขาควรจะจำได้ ทั้งสองคนกำลังพูดคุยถึงข่าวที่น่าตื่นเต้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา (ลก.24:14) แต่บุคคลที่สามดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงสรุปเรื่องราวให้คนนั้นฟัง แต่กลับประหลาดใจเมื่อคนที่พวกเขาไม่รู้จักคนนี้ (พระเยซู) “อธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง” (ข้อ 27) จากนั้น พระคริสต์ได้หักขนมปังร่วมกับพวกเขา (ข้อ 30) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์เคยทำมาหลายครั้ง ในขณะนั้น “ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา” (ข้อ 31 THSV11) แล้วพวกเขารีบกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อบอกคนอื่นๆ (ข้อ 33-35)
สาวกสองคนนั้นจำพระเยซูไม่ได้เมื่อพวกเขาอยู่กับพระองค์ และจำพระองค์ไม่ได้ในพันธสัญญาเดิมซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอ่านบ่อยๆ และคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องให้พระเยซูเปิดเผยพระองค์แก่พวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง
เราเองก็ต้องการความช่วยเหลือนั้นเช่นกัน ให้เราขอพระเจ้าให้ทรงเปิดตาเราที่จะมองเห็นพระเยซูในพระคัมภีร์และในชีวิตของเรา
ทดสอบความเชื่อของเรา
ในปีค.ศ.304 แม็กซิเมียนจักรพรรดิโรมันเสด็จเข้าเมืองไนโคมีเดียด้วยชัยชนะ มีการจัดขบวนแห่ในขณะที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อขอบคุณเทพเจ้าของคนนอกศาสนาสำหรับชัยชนะ ทุกคนมารวมกันยกเว้นคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว แม็กซิเมียนเข้าไปในคริสตจักรด้วยการยื่นคำขาด คือให้ปฏิเสธความเชื่อในพระคริสต์จึงจะรอดพ้นจากการลงโทษ แต่พวกเขาปฏิเสธ ทุกคนถูกฆ่าเมื่อแม็กซิเมียนสั่งให้เผาคริสตจักรพร้อมกับผู้เชื่อที่อยู่ด้านใน
อัครทูตเปาโลเข้าใจถึงราคาที่ต้องจ่ายในการติดตามพระคริสต์ ใน 1 โครินธ์ 4 ท่านเผชิญหน้ากับผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ซึ่งเป็นเชื้อชาติกรีกด้วยคำพยานของท่าน เปาโลกล่าวว่า บรรดาอัครทูตได้ทนทุกข์เพื่อพระเยซูและเพื่อเห็นแก่พวกเขา “เพราะว่าจักรวาลคือทั้งทูตสวรรค์และมนุษย์ มองดูเราด้วยความพิศวง” (ข้อ 9) ขณะที่พวกเขารับใช้พระคริสต์
ในทำนองเดียวกัน อัครทูตเปโตรเตือนเราว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเราอย่างไร “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบ” เปโตรเขียน “เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)
แม้ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูยังคงทนทุกข์เพื่อความเชื่อของพวกเขา เช่นเดียวกับผู้เชื่อชาวไนโคมีเดียผู้ตั้งใจเลือกที่จะทนทุกข์เพื่อข่าวประเสริฐ ขอให้ทุกการต่อต้านที่เราเผชิญจะช่วยเปิดเผยความเชื่ออันเข้มแข็งที่เรามีในพระคริสต์ เราสามารถวางชีวิตไว้กับพระองค์ “ผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” ได้
การขัดจังหวะที่ไม่คาดฝัน
มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วย
เปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)
เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)
การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึง
พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า
ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี
ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด
พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้
เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ
ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อ และความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา
ทายาทแห่งความรอดของพระเจ้า
เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาว
ในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)
ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)