ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Matt Lucas

พันธกิจยิ่งใหญ่

ไดอ็อกนิทัส ชายในศตวรรษที่สองผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า เขาสังเกตว่าผู้ติดตามพระคริสต์มี “เพิ่มมากขึ้นทุกวัน” ถึงแม้พวกเขาต้องทนทุกข์จากการข่มเหงของคนโรมันเป็นประจำ เขาถามผู้เชื่อในพระเยซูว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในเอกสารที่เรารู้จักกันในชื่อ จดหมายถึงไดอ็อกนิทัส ซึ่งปิตาจารย์ของคริสตจักรยุคแรกเขียนตอบเขาว่า “ท่านไม่เห็นหรือว่ายิ่งมีคนถูกลงโทษมากเท่าไร จำนวนคนที่เหลือก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดูราวกับว่านี่ไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ แต่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า”

เมื่อพระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พวกเขาไม่อาจจินตนาการถึงการเติบโตของคริสตจักรที่จะเกิดขึ้นในหลายศตวรรษต่อมาได้ พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:19) คำตรัสนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ พระมหาบัญชา แต่การใช้คำนี้เรียกคำพูดสุดท้ายของพระคริสต์ต่อสาวกของพระองค์อาจฟังดูเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ ความจริงแล้วนี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้ทุกคนที่ติดตามพระองค์ทำ คือ เมื่อเราดำเนินชีวิตประจำวันนั้นให้เราสร้างสาวก เราไม่จำเป็นต้องไปที่สุดปลายแผ่นดินโลก ข่าวประเสริฐจะเดินทางไปทุกที่ที่เราไป

อย่าท้อใจกับความยากลำบากชั่วขณะหนึ่ง พระเยซูตรัสว่า “นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20) เราพาพระองค์ไปด้วยในทุกที่ที่เราไป

ผู้อพยพที่ช่วยให้รอด

ในปี ค.ศ. 1947 เมื่อจักรวรรดิบริติชอินเดียล่มสลาย ผู้คนกว่าสิบห้าล้านคนอพยพด้วยเหตุผลทางศาสนา ความโกลาหลนี้เลวร้ายลงเนื่องจากน้ำท่วมในช่วงมรสุมและการแพร่ระบาดของโรค มีผู้ลี้ภัยเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านคน

ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้คนมีการอพยพเพื่อแสวงหาอิสรภาพ ความปลอดภัย หรือชีวิตที่ดีกว่า แรงกระตุ้นในการย้ายถิ่นฝังรากลึกอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ ตัวอย่างที่มีคนรู้จักมากที่สุดในพระคัมภีร์คือเรื่องราวการอพยพของชาวฮีบรูไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา การอพยพไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพระเยซูเช่นกัน เมื่อพระองค์ยังทรงเป็นทารก พ่อแม่ของพระองค์หนีไปอียิปต์เพื่อปกป้องชีวิตของพระองค์จากเฮโรดผู้โหดเหี้ยม เป็นเรื่องตลกร้ายที่ชาวอิสราเอลหนีไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา (อพย.3:17) เพื่อหนีจากกษัตริย์ที่สั่งฆ่าเด็กผู้ชาย (1:16) ส่วนโยเซฟก็ถูกบอกให้พาพระเยซู “​กับ​มารดา​หนี​ไป​ประเทศ​อียิปต์” เพื่อหนีจากผู้นำเผด็จการที่ทำสิ่งเดียวกัน (มธ.2:13; ดูข้อ 16-18)

มัทธิวบอกเราว่าการเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำพยากรณ์ในโฮเชยา 11:1 ที่ว่า “เรา​ได้​เรียก​บุตร​ของ​เรา​ให้​ออกมา​จาก​อียิปต์ ” (มธ.2:15) แต่นี่ยังเป็นการเตือนใจเราด้วยว่าพระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจสิ่งที่มนุษย์เผชิญ (ฮบ.4:15) เรามีองค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รู้จักเราและเคยเผชิญการทดลองและความทุกข์ยากแบบเดียวกับเรา เราสามารถแสวงหาพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้ พระองค์ทรงฟังและทรงวิงวอนเพื่อเรา (ฮบ.4:14-16)

จำพระเยซูได้

เมื่อคาร์ล็อตต้ายังเด็ก เธอคิดว่าแม่ของเธอมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งในการจดจำผู้คน แต่คาร์ล็อตต้า ต่างหากที่น่าทึ่ง เธอมีอาการที่พบไม่บ่อยนัก เรียกว่าภาวะลืมใบหน้า ซึ่งเธอไม่สามารถนึกหรือจดจำใบหน้าผู้คน

ไม่นานหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สาวกสองคนที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็มดูเหมือนจะมีอาการดังกล่าว เมื่อพวกเขาพบใครคนหนึ่งซึ่งพวกเขาควรจะจำได้ ทั้งสองคนกำลังพูดคุยถึงข่าวที่น่าตื่นเต้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา (ลก.24:14) แต่บุคคลที่สามดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงสรุปเรื่องราวให้คนนั้นฟัง แต่กลับประหลาดใจเมื่อคนที่พวกเขาไม่รู้จักคนนี้ (พระเยซู) “อธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง” (ข้อ 27) จากนั้น พระคริสต์ได้หักขนมปังร่วมกับพวกเขา (ข้อ 30) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์เคยทำมาหลายครั้ง ในขณะนั้น “ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา” (ข้อ 31 THSV11) แล้วพวกเขารีบกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อบอกคนอื่นๆ (ข้อ 33-35)

สาวกสองคนนั้นจำพระเยซูไม่ได้เมื่อพวกเขาอยู่กับพระองค์ และจำพระองค์ไม่ได้ในพันธสัญญาเดิมซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอ่านบ่อยๆ และคิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องให้พระเยซูเปิดเผยพระองค์แก่พวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง

เราเองก็ต้องการความช่วยเหลือนั้นเช่นกัน ให้เราขอพระเจ้าให้ทรงเปิดตาเราที่จะมองเห็นพระเยซูในพระคัมภีร์และในชีวิตของเรา

ทดสอบความเชื่อของเรา

ในปีค.ศ.304 แม็กซิเมียนจักรพรรดิโรมันเสด็จเข้าเมืองไนโคมีเดียด้วยชัยชนะ มีการจัดขบวนแห่ในขณะที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อขอบคุณเทพเจ้าของคนนอกศาสนาสำหรับชัยชนะ ทุกคนมารวมกันยกเว้นคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว แม็กซิเมียนเข้าไปในคริสตจักรด้วยการยื่นคำขาด คือให้ปฏิเสธความเชื่อในพระคริสต์จึงจะรอดพ้นจากการลงโทษ แต่พวกเขาปฏิเสธ ทุกคนถูกฆ่าเมื่อแม็กซิเมียนสั่งให้เผาคริสตจักรพร้อมกับผู้เชื่อที่อยู่ด้านใน

อัครทูตเปาโลเข้าใจถึงราคาที่ต้องจ่ายในการติดตามพระคริสต์ ใน 1 โครินธ์ 4 ท่านเผชิญหน้ากับผู้เชื่อในเมืองโครินธ์ซึ่งเป็นเชื้อชาติกรีกด้วยคำพยานของท่าน เปาโลกล่าวว่า บรรดาอัครทูตได้ทนทุกข์เพื่อพระเยซูและเพื่อเห็นแก่พวกเขา “เพราะว่าจักรวาลคือทั้งทูตสวรรค์และมนุษย์ มองดูเราด้วยความพิศวง” (ข้อ 9) ขณะที่พวกเขารับใช้พระคริสต์

ในทำนองเดียวกัน อัครทูตเปโตรเตือนเราว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเราอย่างไร “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบ” เปโตรเขียน “เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)

แม้ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูยังคงทนทุกข์เพื่อความเชื่อของพวกเขา เช่นเดียวกับผู้เชื่อชาวไนโคมีเดียผู้ตั้งใจเลือกที่จะทนทุกข์เพื่อข่าวประเสริฐ ขอให้ทุกการต่อต้านที่เราเผชิญจะช่วยเปิดเผยความเชื่ออันเข้มแข็งที่เรามีในพระคริสต์ เราสามารถวางชีวิตไว้กับพระองค์ “ผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” ได้

การขัดจังหวะที่ไม่คาดฝัน

มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วย

เปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)

เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)

การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึง

พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า

ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี

ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด

พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้
เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ

ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “​พระ​คุณ​แห่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​นั้น มี​มาก​เหลือล้น​สำหรับ​ข้าพเจ้า พร้อม​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา

ทายาทแห่งความรอดของพระเจ้า

เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาว

ในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)

ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)

ชีวิตที่ถูกพัฒนาในพระคริสต์

เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือทำสวนออกมาเพื่อใช้งาน ผมคิดถึงสวนแห่งแรกที่รอคอยการมาถึงของมนุษย์ “ต้นไม้​ตาม​ทุ่ง​นา​ยัง​ไม่​เกิดขึ้น​บน​แผ่นดิน และ​พืช​ตาม​ทุ่ง​นา​ก็​ยัง​ไม่​งอก​ขึ้น​...ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา​” (ปฐก.2:5)

ในเรื่องราวการทรงสร้างในปฐมกาล 1 พระเจ้าตรัสหลายครั้งเมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทรงสร้างนั้น “ดี” หรือ “ดีนัก” (ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สมบูรณ์ อาดัมและเอวาจำเป็นต้องทำการเพาะปลูกบนผืนดินนั้น เพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง (ข้อ 28) พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นที่ซึ่งต้องการการดูแลและพัฒนา

นับตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้าง พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นทั้งในสวนเอเดน และในการทรงสร้างเราให้เป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ (2 คร.5:17) เมื่อได้รับความรอดนั้นเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้” (รม.12:2) พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตเราเมื่อเราดำเนินชีวิตตามชอบพระทัยของพระองค์ “​ตาม​ลักษณะ​พระ​ฉายแห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์” (8:29)

ไม่ว่าจะเป็นการดูแลโลกนี้หรือการดูแลชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานของประทานให้แก่เราแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

เดินกับพระเจ้า

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา

ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)

เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง

การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา