Category  |  ODB

มิตรสหายในพระคริสต์

งานศึกษาของฮาร์เวิร์ดเรื่องพัฒนาการของผู้ใหญ่ เป็นโครงการนานหลายสิบปี เป็นผลให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยเริ่มกับกลุ่มนักศึกษาปี 2 จำนวน 268 คนที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในช่วงทศวรรษ 1930 แล้วขยายไปยังชาวเมืองชั้นในของบอสตัน 456 คน นักวิจัยทำการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมและเฝ้าดูบันทึกการแพทย์ทุกๆ 2-3 ปี พวกเขาพบว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการคาดคะเนความสุขและสุขภาพ ผลที่ออกมาคือถ้ารอบข้างเรามีคนที่ใช่ ก็มีแนวโน้มว่าเราจะมีความสุขยินดีภายใน

สิ่งนี้สะท้อนถึงสิ่งที่อัครทูตเปาโลอธิบายในฟีลิปปี 1 แม้เขียนจากในคุก เปาโลยังต้องบอกมิตรสหายว่าท่านขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ระลึกถึงพวกเขา และอธิษฐาน “ด้วยความยินดี” (ข้อ 4) คนเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพื่อนทั่วไป แต่เป็นพี่น้องในพระเยซูผู้ “ได้รับส่วนในพระคุณ” เป็นผู้ร่วมงานในข่าวประเสริฐกับเปาโล (ข้อ 7) ความสัมพันธ์นี้มีส่วนร่วมด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นสามัคคีธรรมที่ก่อเกิดจากความรักของพระเจ้าและจากข่าวประเสริฐ

การมีเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ แต่มิตรสหายในพระคริสต์ทำให้เกิดความยินดีที่แท้จริงและลึกซึ้ง พระคุณของพระเจ้าประสานเราเข้าด้วยกันในแบบที่สิ่งอื่นทำไม่ได้ และแม้ในช่วงที่มืดมนที่สุดของชีวิต ความยินดีจากสายสัมพันธ์นั้นยังคงอยู่

ยึดแน่นในความจริง

ครอบครัวของฉันอาศัยในบ้านอายุเกือบร้อยปีที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง รวมถึงผนังฉาบพื้นผิวสวยงาม ช่างได้เตือนว่าผนังแบบนี้ ถ้าจะแขวนรูปภาพต้องเจาะตะปูเข้าไปยึดในเนื้อไม้หรือใช้พุกยึดผนัง ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงที่รูปจะตกกระแทกพื้น ทิ้งให้ผนังเป็นรูโบ๋ไม่น่าดู

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ใช้ภาพเปรียบเทียบของหมุดที่ตอกแน่นบนผนังเพื่ออธิบายบุคคลที่ไม่มีบทบาทเด่นนักในพระคัมภีร์ชื่อว่าเอลียาคิม เขาไม่เหมือนเชบนาที่เป็นพนักงานฉ้อฉล (อสย.22:15-19) และชาวอิสราเอลเองที่หาความเข้มแข็งจากตัวเอง (ข้อ 8-11) เอลียาคิมวางใจพระเจ้า อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงการเลื่อนตำแหน่งของเอลียาคิมที่จะได้เป็นผู้จัดการในวังให้กับกษัตริย์เฮเซคียาห์ ท่านเขียนว่าพระเจ้าจะตอกเอลียาคิมไว้เหมือน “ตอกหมุดในที่มั่นคง” (ข้อ 23) การยึดแน่นในความจริงและพระคุณของพระเจ้ายังทำให้เอลียาคิมกลายเป็นที่ยึดให้กับครอบครัวและคนของเขา (ข้อ 22-24)

แต่อิสยาห์ก็สรุปการพยากรณ์ของท่านด้วยคำเตือนที่จริงจังว่าไม่มีใครจะเป็นความปลอดภัยได้ดีที่สุดให้เพื่อนหรือครอบครัวได้ เราทุกคนจะหลุดออกมา (ข้อ 25) หมุดยึดที่วางใจได้ที่สุดเพียงผู้เดียวในชีวิตเราคือพระเยซู (สดด.62: 5-6; มธ.7:24) เมื่อเราดูแลและแบ่งเบาภาระผู้อื่น เราควรชี้ให้เขาเห็นถึงพระองค์ ผู้เป็นที่หมุดยึดที่มั่นคง

ในสวน

คุณพ่อของฉันชอบร้องเพลงนมัสการแบบสมัยเก่า หนึ่งในเพลงโปรดของท่านคือ “ในสวน” ตอนนั้นเราร้องเพลงนี้ในงานศพของท่าน มีท่อนรับง่ายๆว่า “ทรงดำเนินกับข้าฯและยังตรัสกับข้าฯ ทรงเรียกข้าฯว่าเป็นบุตรพระองค์ ข้าฯมีความสุขสันต์เมื่อคอยอยู่ที่นั่น ซึ่งคนอื่นไม่เคยรู้เลย” เพลงนี้นำความสุขสันต์มาสู่คุณพ่อ และฉันเช่นกัน

ซี. ออสติน ไมล์สนักแต่งเพลงบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในฤดูใบไม้ผลิปี 1912 หลังจากอ่านบทที่ 20 ของพระกิตติคุณยอห์น “ขณะทื่อ่านวันนั้น ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในฉากที่เห็นเหตการณ์ตื่นเต้นในชีวิตของมารีย์ เมื่อเธอคุกเข่าต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าและร้องว่า “รับโบนี” (อาจารย์)”

ในยอห์นบทที่ 20 มารีย์ มักดาลาร้องไห้อยู่ใกล้อุโมงค์ฝังศพพระเยซู ที่นั่นเธอพบชายคนหนึ่งที่ถามว่าทำไมจึงร้องไห้ เธอได้พูดกับพระผู้ช่วยที่ฟื้นคืนพระชนม์แล้วคือพระเยซูโดยคิดว่าท่านเป็นคนสวน ความโศกเศร้ากลายเป็นความสุขสันต์ เธอวิ่งไปบอกเหล่าสาวกว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (ข้อ 18)

เราแน่ใจได้เช่นกันว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว ขณะนี้ทรงอยู่บนสวรรค์กับพระบิดา แต่ไม่ได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง ผู้เชื่อในพระคริสต์มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน และโดยพระองค์เราจึงมั่นใจและสุขสันต์ที่รู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา และเรา “เป็นของพระองค์”

ทรงตัวบนคลื่น

ขณะที่สามีของฉันเดินเล่นที่หาดหิน ถ่ายรูปขอบฟ้าของเกาะฮาวาย ฉันเองนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ใจคิดกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ แม้ปัญหาจะรออยู่เมื่อกลับถึงบ้านแต่เวลานั้นฉันต้องการสันติสุข ฉันจ้องมองคลื่นซัดกระแทกหินคมสีดำเหล่านั้น มีเงาดำบนเส้นโค้งของคลื่นสะดุดสายตาของฉัน เมื่อใช้โหมดดึงภาพของกล้องถ่ายรูป ก็บอกได้จากรูปร่างว่าเป็นเต่าทะเลกำลังทรงตัวบนคลื่นอย่างสงบ ขาหน้าของมันแผ่ออกนิ่ง ฉันหันหน้ารับลมทะเล แล้วยิ้มออกมา

“ฟ้าสวรรค์จงสรรเสริญการอัศจรรย์ของพระองค์” (สดด.89:5) พระเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบได้ของเราทรงปกครอง “การเดือดดาลของทะเล เมื่อคลื่นสูงขึ้นพระองค์ทรงให้สงบ” (ข้อ 9) พระองค์ “ได้ทรงตั้งพิภพ และบรรดาสิ่งที่อยู่ในนั้น” (ข้อ 11) พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง ทรงเป็นเจ้าของ ทรงจัดการ และกำหนดจุดประสงค์เพื่อพระสง่าราศีของพระองค์และเพื่อความเพลิดเพลินใจของเรา

การยืนอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ ในความรักของพระบิดาที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 15) พระเจ้ายังทรงฤทธิ์อำนาจในพระกำลังและทรงเมตตาในการปฏิบัติต่อเรา เราเต้นโลดอยู่ในพระนามของพระองค์ได้วันยังค่ำ (ข้อ 16) ไม่ว่าอุปสรรคใดที่เราเผชิญหรือกี่ครั้งที่เราต้องถอยเพื่อสู้กับปัญหา พระเจ้าทรงยึดเราไว้ขณะที่คลื่นซัดขึ้นและลง

ราคาที่ต้องจ่าย

ผลงานของไมเคิลแองเจโลพิเคราะห์ด้านต่างๆของชีวิตพระเยซู แต่หนึ่งในผลงานสะเทือนอารมณ์ที่สุดก็ธรรมดาที่สุด ในทศวรรษที่ 1540 เขาสเก็ตช์ปีเอตะ (ภาพแม่พระเยซูประคองร่างไร้ชีวิตของพระคริสต์)ให้เพื่อนชื่อ วิททอเรีย โคลอนนา เป็นภาพวาดด้วยชอล์คของนางมารีย์มองที่สวรรค์ขณะประคองร่างที่นิ่งอยู่ของบุตรชาย ด้านหลังเป็นเสากางเขน มีข้อความจากพาราไดซ์ของดานเต้ “ที่นั่น พวกเขาไม่คิดว่าต้องใช้พระโลหิตสักเท่าไร” จุดนี้ของไมเคิลแองเจโลสำคัญ เมื่อคิดถึงการตายของพระเยซู เราต้องคิดถึงราคาที่พระองค์จ่ายไป

ราคาที่พระคริสต์จ่ายนั้นบันทึกไว้ในการประกาศสิ้นพระชนม์ว่า “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) คำว่า “สำเร็จแล้ว” (tetelestai) ใช้ได้กับหลายอย่าง ทั้งเพื่อแสดงการชำระเงินแล้ว งานเสร็จแล้ว ถวายเครื่องบูชาแล้ว ทำผลงานชิ้นเอกเสร็จแล้ว ทุกความหมายนี้ใช้ได้กับสิ่งที่พระเยซูทำแทนเราบนไม้กางเขน! นี่คงเป็นสาเหตุที่เปาโลเขียนว่า “แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอวด นอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ซึ่งโดยกางเขนนั้นโลกตรึงไว้แล้วจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ตรึงไว้แล้วจากโลก” (กท.6:14)

การที่พระเยซูเต็มใจรับสภาพแทนเราถือเป็นหลักฐานนิรันดร์ว่าพระเจ้ารักเรามากเพียงใด เมื่อใคร่ครวญถึงราคาที่พระองค์จ่ายไป ให้เราเชิดชูความรักของพระองค์และถวายขอบพระคุณสำหรับกางเขนนั้น

มีน้ำใจจริงๆ

ผู้ร่วมรายการโทรมาที่สถานีวิทยุคริสเตียนว่าภรรยาของเขากำลังกลับบ้านหลังการผ่าตัดที่โรงพยาบาล แล้วเขาได้พูดสิ่งหนึ่งที่เข้าลึกถึงจิตใจผมว่า “ทุกคนในครอบครัวคริสตจักรมีน้ำใจจริงๆที่ดูแลเราในช่วงเวลานี้

เมื่อได้ยินประโยคธรรมดาแบบนี้ ทำให้ผมคิดถึงคุณค่าและความจำเป็นของน้ำใจและความห่วงใยของคริสเตียน ผมเริ่มคิดว่าความรักและความช่วยเหลือของเพื่อนผู้เชื่อที่มีต่อกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการแสดงฤทธิ์อำนาจการเปลี่ยนแปลงชีวิตของข่าวประเสริฐ

ใน 1 เปโตร ท่านอัครทูตเขียนจดหมายเวียนท่ามกลางคริสตจักรในศตวรรษที่ 1 ซึ่งปัจจุบันคือประเทศตุรกี ในจดหมายนั้น ท่านขอร้องผู้อ่านให้ทำสิ่งที่เปาโลเพื่อนของท่านเขียนไว้ในโรม 12:13 “จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี” เปโตรบอกว่า “จงรักซึ่งกันและกันให้มาก...จงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน” และให้พวกเขาใช้ของประทานที่พระเจ้าให้เพื่อ “ประโยชน์แก่กันและกัน” (1 ปต.4:8-10) นี่เป็นแนวทางชัดเจนให้ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนปฏิบัติต่อผู้เชื่อด้วยกัน

เราทุกคนรู้จักใครสักคนที่เหมือนภรรยาของชายคนนั้น คนที่ต้องการใครมาเคียงข้าง สำแดงความห่วงใยและความรักของพระคริสต์ต่อเขา ด้วยกำลังของพระเจ้า ขอให้เราเป็นหนึ่งในนั้นที่มีคนเห็นว่าเรา “มีน้ำใจจริงๆ”

ถอนวัชพืชอย่างชาญฉลาด

หลานๆกำลังวิ่งเล่นที่สนามหลังบ้านของฉัน กำลังเล่นเกมกันหรือ ไม่ใช่เลยพวกเขากำลังถอนวัชพืช “ถอนออกมาทั้งรากเลย!” หลานคนสุดท้องบอกพร้อมกับชูผลงานชิ้นใหญ่ให้ฉันดู ความสุขของเธอคือการที่ได้ถอนวัชพืชออกมาทั้งราก ทำให้สนามปราศจากวัชพืชที่น่ารำคาญ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะสนุกได้เราต้องเลือกที่จะไล่ล่ามัน

ความตั้งใจที่จะกำจัดวัชพืชเป็นขั้นตอนแรกในการกำจัดความบาปในตัวเราเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงอธิษฐานว่า “ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์...และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆในข้าพระองค์หรือไม่” (สดด.139:23-24)

ช่างเป็นวิธีที่ฉลาดในการไล่ล่าความบาปของเรา โดยขอให้พระเจ้าทรงสำแดงความบาปนั้นให้เราเห็น พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเรา ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์” “เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้นพระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล” (ข้อ 1-2)

“ความรู้อย่างนี้” ดาวิดเสริม “อัศจรรย์เกินข้าพระองค์ สูงนักข้าพระองค์เอื้อมไม่ถึง” (ข้อ 6) แม้แต่ก่อนที่ความบาปจะหยั่งราก พระเจ้าทรงสามารถเตือนเราถึงอันตราย พระองค์ทรงรู้จัก “ตัวตนทั้งหมด” ของเรา ดังนั้นเมื่อความบาปแอบเข้ามาเพื่อหยั่งราก พระองค์ทรงทราบก่อนและทรงชี้ให้เราเห็น

“ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้” ดาวิดเขียน“หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7) ขอให้เราติดตามพระผู้ช่วยของเราอย่างใกล้ชิดไปสู่แผ่นดินของพระองค์!

ได้จมูกแล้ว

“ทำไมจมูกของรูปปั้นถึงแตก” นั่นเป็นคำถามยอดนิยมอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวถามเอ็ดเวิร์ด บลายเบิร์ก ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลศิลปะอิยิปต์ที่พิพิธภัณฑ์บรู๊คลิน

บลายเบิร์กไม่อาจโทษได้ว่าเป็นการเสื่อมสลายตามปกติ เพราะแม้แต่ภาพวาดสองมิติของรูปปั้นเหล่านี้ก็ไม่มีจมูก เขาสันนิษฐานว่าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างตั้งใจ ศัตรูตั้งใจที่จะทำลายล้างเทพเจ้าของอียิปต์ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเล่นเกม “ได้จมูกแล้ว” กัน กองทัพที่เข้ามารุกรานทำลายจมูกของรูปปั้นเหล่านี้เพื่อทำให้มันไม่สามารถหายใจได้

จริงหรือ แค่นั้นเองหรือ หากเทพเจ้าเป็นเช่นนี้ ฟาโรห์ควรจะรู้ว่าพระองค์กำลังมีปัญหา แน่นอนว่าฟาโรห์มีกองทัพและได้รับความจงรักภักดีของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนพวกฮีบรูเป็นทาสที่เหนื่อยล้านำโดยผู้ลี้ภัยขี้อายที่ชื่อโมเสสแต่ชนชาติอิสราเอลมีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ส่วนพระของฟาโรห์เป็นพระปลอม หลังประสบภัยพิบัติสิบประการ ชีวิตที่พวกเขาวาดฝันไว้ก็สูญสลายไป

ชนชาติอิสราเอลฉลองชัยชนะด้วยเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ในเทศกาลพวกเขากินขนมปังที่ไม่ใส่ยีสต์ (เชื้อ) ตลอดสัปดาห์ (อพย.12:17;13:7-9) ยีสต์เป็นสัญลักษณ์ของความบาป และพระเจ้าต้องการให้ประชากรของพระองค์จดจำว่า ชีวิตที่ได้รับการช่วยกู้ของพวกเขามาจากพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น

พระบิดาของเราตรัสกับรูปเคารพเหล่านั้นว่า “ได้จมูกเจ้าแล้ว” และตรัสกับลูกๆของพระองค์ว่า “ได้ชีวิตของเจ้าแล้ว” จงรับใช้พระเจ้าผู้ทรงประทานลมหายใจให้กับคุณ และพักสงบในอ้อมแขนแห่งความรักของพระองค์

เข้าสู่สงครามพร้อมกับพระเจ้า

การกระทำเยี่ยงวีรบุรุษของพลทหารสหรัฐเดสมอนด์ ดอส ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในปี 2016 เรื่องวีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์ความเชื่อของดอสทำให้เขาไม่อาจคร่าชีวิตมนุษย์ และในฐานะแพทย์ทหารเขาปฏิญาณว่าจะรักษาชีวิตของผู้อื่นแม้จะต้องเสี่ยงชีวิตของตน คำยกย่องในพิธีมอบเหรียญเกียรติยศเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1945 ได้กล่าวถึงดอสว่า “สิบตรีดอสปฏิเสธที่จะหลบเข้าที่กำบัง และรั้งอยู่ในจุดที่มีการกระหน่ำยิงที่มีผู้บาดเจ็บมากมาย เขาแบกคนเหล่านั้นออกมายังชายขอบที่ลาดชันทีละคน... เขาไม่ลังเลที่จะฝ่าดงกระสุนเพื่อเข้าไปช่วยเหลือนายทหารปืนใหญ่”

ในพระธรรมสดุดีบทที่ 11 ความเชื่อของดาวิดว่าที่ลี้ภัยของท่านอยู่ในพระเจ้า ผลักดันท่านให้ปฏิเสธคำแนะนำให้หนีไปแทนที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู (ข้อ 2-3) คำง่ายๆหกคำที่ประกอบกันเป็นถ้อยคำแห่งความเชื่อของท่าน “ข้าพเจ้าลี้ภัยอยู่ในพระเจ้า” ความเชื่อที่หยั่งรากมั่นคงนั้นชี้นำการกระทำของท่าน

คำกล่าวของดาวิดในข้อ 4-7 ขยายภาพความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แน่นอนว่า บางครั้งชีวิตก็เหมือนกับสนามรบ การกระหน่ำยิงของศัตรูทำให้เราแตกกระเจิงหาที่หลบภัย เมื่อเราถูกโจมตีด้วยปัญหาสุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์และความกดดันในฝ่ายวิญญาณ แล้วเราจะทำเช่นใด ให้เรายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นราชาแห่งฟ้าสวรรค์ (ข้อ 4) และยินดีในฤทธานุภาพอันอัศจรรย์ของพระองค์ที่จะพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม (ข้อ 5-6) ให้เราพักสงบอยู่ในพระองค์ผู้ทรงยินดี ในความถูกต้อง ยุติธรรมและเที่ยงตรง (ข้อ 7) เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าเพื่อจะหลบภัยได้!