Category  |  ODB

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

ทดสอบด้วยไฟ

ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในรัฐโคโล-ราโดเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ฉันได้รู้ข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับต้นแอสเพนคือ ต้นแอสเพนลำต้นสีขาวทั้งป่าสามารถเกิดจากเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยใช้ระบบรากร่วมกัน ระบบรากเหล่านี้คงอยู่ได้เป็นพันปีไม่ว่าจะมีลำต้นงอกออกมาหรือไม่ เมื่อเกิดไฟป่า น้ำท่วม หรือหิมะถล่ม แล้วเกิดพื้นที่โล่ง รากของต้นแอสเพนที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็จะมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา

สำหรับต้นแอสเพน มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยากอบเขียนไว้ว่าการเติบโตในความเชื่อของเราก็เกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4)

เป็นเรื่องยากที่จะยินดีท่ามกลางการทดลอง แต่เราหวังใจได้จากความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับต้นแอสเพน ความเชื่อจะเติบโตได้ก็ในยามที่มีการทดลอง ความลำบากทำให้เกิดพื้นที่โล่งในใจเราเพื่อให้แสงสว่างของพระเจ้าสัมผัสเราได้

เกิดผลดี

ทิวทัศน์ที่ผมเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินช่างน่าตื่นตา ทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงกับสวนผลไม้ทอดยาวระหว่างภูเขาแห้งแล้งสองลูก กลางหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ถ้าไม่มีลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตสายนี้ ต้นไม้ย่อมไม่เกิดผล

ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำสะอาดฉันใด คุณภาพของ “ผล” ในชีวิตของผมซึ่งก็คือคำพูด การกระทำ ทัศนคติ ก็ขึ้นอยู่กับสารอาหารฝ่ายวิญญาณของผมฉันนั้น ผู้เขียนสดุดี 1 อธิบายว่าบุคคลที่ “ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า...เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล” (ข้อ 1-3) เปาโลบอกในกาลาเทีย 5 ว่า ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเห็นได้จาก “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)

บางครั้งผมมีมุมมองอันขมขื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการกระทำและคำพูดของผมก็ไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดี และผมตระหนักว่า เพราะผมไม่ได้ใช้เวลาเงียบสงบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหยั่งรากในพระองค์ ผมก็เกิดผลดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความอดทน และอ่อนโยน อีกทั้งไม่ยากที่จะเลือกขอบพระคุณแทนการพร่ำบ่น

พระเจ้าผู้เปิดเผยพระองค์ต่อเรา ทรงเป็นแหล่งกำลัง สติปัญญา ความชื่นชมยินดี ความเข้าใจ และสันติสุข (สดด.119:28, 98, 111, 144, 165) เมื่อเราให้จิตวิญญาณของเราอยู่ในพระคำซึ่งชี้ไปที่พระองค์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเด่นชัดในชีวิตของเรา

จัดการภาพลักษณ์

รัฐสภาอังกฤษฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 80 ปีของวินสตัน เชอร์ชิลโดยเชิญศิลปิน เกรแฮม ซัตเธอแลนด์มาวาดภาพเหมือนของรัฐบุรุษผู้นี้ เชอร์ชิลถามศิลปินว่า “คุณจะวาดผมออกมายังไง? เป็นทูตสวรรค์ หรือหมาบูลด็อก” เชอร์ชิลชอบภาพที่ผู้คนมักเปรียบเทียบตัวเขาทั้งสองแบบ แต่ซัตเธอแลนด์ตอบว่าเขาจะวาดตามสิ่งที่เขาเห็น

เชอร์ชิลไม่ชอบผลงานชิ้นนี้ ซัตเธอแลนด์วาดภาพเชอร์ชิลในอิริยาบถที่นั่งทรุดตัวอยู่บนเก้าอี้ หน้าตาบึ้งตึงอย่างที่ทุกคนชินตา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ยกยอปอปั้น หลังจากเปิดเผยภาพออกสู่สาธารณชน เชอร์ชิลซ่อนภาพนั้นไว้ในห้องใต้ดิน และทำลายรูปนั้นอย่างลับๆ ในภายหลัง

เราเองก็อยากมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอื่นไม่ต่างกับเชอร์ชิล ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความงาม ความเข้มแข็ง หรือการเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า เราทุ่มเทเพื่อปกปิดมุมที่ ‘น่าเกลียด’ ของตัวเอง บางทีในใจลึกๆ เรากลัวจะไม่เป็นที่รักถ้าตัวจริงของเราถูกเปิดเผยออกมา

เมื่ออิสราเอลถูกบาบิโลนจับไปเป็นเชลย พวกเขาตกต่ำถึงที่สุด เพราะทำบาป พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูได้ชัยชนะ แต่ทรงบอกคนอิสราเอลว่าอย่ากลัว เพราะทรงรู้จักชื่อของเขาและจะทรงอยู่ด้วยในทุกๆ การทดลอง (อสย.43:1-2) พวกเขาปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ (อสย.43:13) และ ‘มีค่า’ สำหรับพระองค์ (อสย.43:4) ไม่ว่าจะทำตัวน่าเกลียดแค่ไหน พระเจ้าก็ยังทรงรักเขา

เราจะแสวงหาการยอมรับจากมนุษย์น้อยลง เมื่อเข้าใจความจริงนี้ พระเจ้ารู้จักตัวตนของเราและยังทรงรักเราอย่างลึกซึ้งเกินจะหยั่งได้ (อฟ.3:18)

ตะวันออกพบตะวันตก

เมื่อนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบกับครูจากอเมริกาเหนือ ครูท่านนี้ก็ได้บทเรียน หลังจากให้นักเรียนทำข้อสอบแบบปรนัย “เป็นครั้งแรก” เขารู้สึกแปลกใจที่เห็นคำตอบหลายข้อเว้นว่างไว้ ขณะที่ยื่นกระดาษคำตอบที่ตรวจแล้วคืนให้นักเรียน ครูแนะนำว่าคราวหน้าให้ลองเดาคำตอบแทนที่จะปล่อยว่างไว้ นักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นถามคำถามที่น่าประหลาดใจว่า “แล้วถ้าผมเดาคำตอบถูก ครูก็จะเข้าใจว่าผมรู้คำตอบทั้งๆ ที่ผมไม่รู้หรือครับ” ครูกับนักเรียนมีมุมมองและแนวปฏิบัติที่ต่างกัน

ไม่ใช่บุคคลนั้น

กษัตริย์ดาวิดเป็นคนร่างแบบ ออกแบบข้าวของเครื่องใช้ สะสมวัสดุจัดเตรียมทุกอย่าง (1 พศด.28:11-19) แต่พระวิหารแห่งแรกที่สร้างในเยรูซาเล็มกลับเป็นที่รู้จักว่าคือ วิหารของซาโลมอน ไม่ใช่ของดาวิด

พระพักตร์อันงดงาม

ลูกชายวัยสี่ขวบของฉันช่างซักถาม และมักพูดเร็ว ฉันชอบคุยกับลูก แต่เขาเริ่มติดนิสัยหันหลังพูดกับฉัน จนฉันต้องคอยบอกเขาว่า “แม่ไม่ได้ยินเสียงลูก หันหน้ามาคุยกับแม่ครับ” บางครั้งฉันคิดว่าพระเจ้าก็ต้องการพูดแบบนี้กับเรา ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่ได้ยินเรา แต่เพราะเรามักจะพูดคุยกับพระองค์โดยที่ไม่ได้ “มอง” ดูที่พระองค์จริงๆ เราอธิษฐาน แต่เรายังคงติดอยู่กับคำถามและคิดถึงแต่ตัวเอง จนลืมพระลักษณะของผู้ที่กำลังฟังเราอธิษฐาน เช่นเดียวกับลูกชายของฉัน เราถามคำถามโดยไม่สนใจคนที่เรากำลังคุยด้วย

ผ่อนคลายในอ้อมกอด

เพื่อนของฉันให้ฉันมีสิทธิพิเศษ อุ้มลูกสาววัยสี่วันของเธอ แต่พอหนูน้อยมาอยู่ในอ้อมแขนฉันได้ไม่นานก็เริ่มดิ้น ฉันจึงกอดเธอแน่นขึ้น แก้มของฉันแนบกับศีรษะเล็กๆ พร้อมกับไกวและฮัมเพลงเบาๆ เพื่อปลอบ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ประสบการณ์การเป็นแม่สิบห้าปีของฉันก็ไม่อาจทำให้หนูน้อยสงบลงได้ เธอโยเยหนักขึ้น จนกระทั่งฉันวางเธอลงในอ้อมแขนของแม่ ทันใดนั้นความสงบก็กลับคืนมา เสียงร้องไห้แผ่วลง และทารกน้อยผ่อนคลายอยู่ในความปลอดภัยที่เธอไว้วางใจ แล้วเพื่อนของฉันรู้วิธีอุ้มและตบเบาๆ เพื่อให้หนูน้อยผ่อนคลาย

พระเจ้าก็ทรงปลอบโยนลูกของพระองค์เหมือนกับแม่ผู้อ่อนโยน น่าไว้วางใจ และพยายามอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ลูกสงบลง เมื่อเราอ่อนล้าหรือโศกเศร้า พระองค์ทรงอุ้มเราด้วยความรักในอ้อมพระกรของพระองค์ พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้ง เพราะทรงเป็นพระบิดาและพระผู้สร้างเรา “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3)

เมื่อปัญหาของโลกนี้ทับถมใจเราจนหนักหน่วง เราพักสงบได้ เพราะรู้ว่าพระองค์ทรงคุ้มครองและต่อสู้แทนเราผู้เป็นลูกของพระองค์ ดั่งพ่อแม่ที่รักลูก

เป็นที่จดจำว่าอย่างไร

แผ่นหินที่ระลึกตั้งอยู่ในที่ซึ่งเคยเป็นค่ายเชลยศึกชาวญี่ปุ่นในประเทศจีน เพื่อระลึกถึงชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปในปี 1945 มีข้อความเขียนว่า “เอริค ลิดเดล เกิดปี 1902 ที่เมืองเทียนจิน บิดามารดาเป็นชาวสก็อตแลนด์ เขาประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพนักวิ่ง ด้วยการคว้าเหรียญทองจากการวิ่ง 400 เมตรในการแข่งขันโอลิมปิกปี 1924 เขากลับมาอยู่เมืองเทียนจิน ประเทศจีนอีกครั้งเพื่อเป็นครู เขาอุทิศทั้งชีวิตเพื่อหนุนใจคนหนุ่มสาวให้อุทิศตัวมากที่สุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเพื่อนมนุษย์