ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Patricia Raybon

คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

“ดีใจมากที่ได้เจอคุณ!” “คุณด้วยนะ!” “ดีใจมากที่คุณมา!” การกล่าวทักทายดูอบอุ่นและเป็นมิตร สมาชิกของคริสตจักรในแคลิฟอร์เนียตอนใต้มารวมตัวกันผ่านระบบออนไลน์ก่อนการประชุมในช่วงค่ำ ขณะที่นักเทศน์โทรศัพท์เข้ามาจากรัฐโคโลราโด ฉันดูอย่างเงียบๆขณะคนอื่นๆรวมตัวกันผ่านวีดีโอคอล ฉันเป็นคนเก็บตัวและไม่รู้จักใคร ฉันจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แต่ทันทีที่หน้าจอเริ่มฉายภาพศิษยาภิบาลของฉัน อีกจอหนึ่งก็เริ่มฉายภาพเพื่อนเก่าในคริสตจักรที่เข้าร่วมประชุมออนไลน์ด้วย เมื่อเห็นพวกเขา ฉันไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงส่งกองหนุนมาให้

เอลียาห์ก็ไม่โดดเดี่ยวเช่นกัน แม้จะรู้สึกเหมือน “ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่” หลังต้องหลบหนีความโกรธแค้นของเยเซเบลและอาหับ (1 พกษ.19:10) หลังจากเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดารตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน เอลียาห์ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนภูเขาโฮเรบ แต่พระเจ้าทรงเรียกท่านให้กลับสู่การรับใช้ ตรัสว่า “จงกลับไปตามทางของเจ้าถึงถิ่นทุรกันดารดามัสกัส และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว เจ้าจงเจิมฮาซาเอลไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือประเทศซีเรีย และเยฮูบุตรนิมซีนั้น เจ้าจงเจิมให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และเอลีชาบุตรชาฟัดชาวอาเบลเมโฮลาห์ เจ้าจงเจิมตั้งไว้ให้เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (ข้อ 15-16)

แล้วพระเจ้าทรงให้หลักประกันกับท่านว่า “แต่เราจะเหลือเจ็ดพันคนไว้ในอิสราเอล คือทุกเข่าซึ่งมิได้น้อมลงต่อพระบาอัล และทุกปากซึ่งมิได้จูบรูปนั้น” (ข้อ 18) เช่นเดียวกับที่เอลียาห์ได้เรียนรู้ว่า ขณะรับใช้พระเจ้านั้นเราไม่ได้รับใช้ตามลำพัง พระเจ้าทรงนำความช่วยเหลือมาให้ เพื่อพวกเราจะรับใช้พระองค์ร่วมกัน

ถึงเวลาพูด

เป็นเวลานาน 30 ปีที่สตรีชาวแอฟริกันอเมริกันคนหนึ่งทำงานอย่างสัตย์ซื่อในองค์กรพันธกิจระดับโลก แต่เมื่อเธอพยายามพูดกับเพื่อนร่วมงานหลายคนเรื่องความอยุติธรรมด้านเชื้อชาติ เธอกลับพบความเงียบ ในที่สุดในฤดูใบไม้ผลิปี 2020 เมื่อมีการถกประเด็นในเรื่องการเหยียดผิวทั่วโลก เพื่อนร่วมพันธกิจของเธอหลายคน “เริ่มพูดอย่างเปิดเผย” แม้จะมีความรู้สึกที่หลากหลายและเจ็บปวด เธอก็รู้สึกขอบคุณที่การพูดคุยได้เริ่มต้นขึ้น แต่ยังคงสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนของเธอถึงรอนานเพียงนี้จึงจะยอมพูด

ความเงียบอาจเป็นสิ่งดีในบางสถานการณ์ เหมือนที่กษัตริย์ซาโลมอนเขียนในพระธรรมปัญญาจารย์ว่า “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์...มีวาระนิ่งเงียบ และวาระพูด” (ปญจ.3:1,7)

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับอคติและความอยุติธรรม ความเงียบรังแต่จะทำให้รุนแรงและเจ็บปวด มาร์ติน นีโมเลอร์ ศิษยาภิบาลนิกายลูเธอร์แรน (ถูกจำคุกในเยอรมันยุคนาซีเพราะพูดแสดงความเห็น) สารภาพถึงเรื่องนี้ในบทกวีที่เขาเขียนหลังสงคราม “ตอนแรกพวกเขามาจับพวกคอมมิวนิสต์” เขาเขียน “แต่ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะผมไม่ใช่คอมมิวนิสต์” เขาเขียนอีกว่า “ต่อมาพวกเขามาจับ” ชาวยิว คาทอลิก และคนอื่นๆ “แต่ผมก็ไม่ได้พูดคัดค้าน” ในที่สุด “พวกเขามาจับผม และเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่เหลือใครที่จะพูดเพื่อผมแล้ว”

ต้องอาศัยความกล้าหาญและความรักที่จะพูดคัดค้านความอยุติธรรม แต่โดยแสวงหาการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราจะตระหนักว่าขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องพูด

ย้ายรั้วของคุณ

ผู้รับใช้พระเจ้าประจำหมู่บ้านนอนไม่หลับ ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่สองรุนแรงขึ้น ท่านบอกกับทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งว่าพวกเขาฝังศพเพื่อนทหารในเขตรั้วสุสานข้างโบสถ์ไม่ได้ เพราะที่นั่นอนุญาตให้เฉพาะสมาชิกคริสตจักรเท่านั้น ทหารกลุ่มนั้นจึงฝังร่างเพื่อนที่พวกเขารักไว้นอกรั้ว

แต่เช้าวันต่อมา พวกทหารหาหลุมศพไม่พบ “หลุมศพหายไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น” ทหารคนหนึ่งไปบอกผู้รับใช้พระเจ้า “อ๋อ มันยังอยู่ตรงนั้น” ทหารรู้สึกงงงวยแต่ท่านอธิบายว่า “ผมเสียใจที่ปฏิเสธพวกคุณ เมื่อคืนผมเลยลุกขึ้นมาย้ายรั้ว”

พระเจ้าอาจประทานมุมมองใหม่สำหรับสถานการณ์ที่ท้าทายในชีวิตเราเช่นกัน หากเรามองหามัน นี่คือสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกแก่ชนชาติอิสราเอลที่ถูกกดขี่ข่มเหง แทนที่จะมองอดีตและถวิลหาการช่วยกู้ที่ทะเลแดง พวกเขาต้องเปลี่ยนมุมมองและดูว่าพระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งอัศจรรย์ใหม่และเปิดหนทางเดินใหม่ที่สว่างไสว “อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่า ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่” (อสย.43:18-19) พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความหวังท่ามกลางความสงสัยและการต่อสู้ “เราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร ให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้เลือกสรรของเรา” (ข้อ 20)

เมื่อเรามีมุมมองใหม่ เราจะมองเห็นการทรงนำใหม่ของพระเจ้าในชีวิตเรา ขอให้เรามองด้วยสายตาใหม่เพื่อจะเห็นหนทางเดินใหม่ของพระองค์ จากนั้นให้เรากล้าที่จะก้าวเท้าลงไปบนแผ่นดินใหม่และติดตามพระองค์ด้วยใจกล้าหาญ

จากปัญญาสู่ความชื่นชมยินดี

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นและฉันรับสายในทันที คนที่โทรมาเป็นสมาชิกที่อายุมากที่สุดในครอบครัวคริสตจักรของเรา เธอเป็นผู้หญิงที่ขยันและมีชีวิตชีวาซึ่งอายุเกือบร้อยปีแล้ว เธอกำลังปรับแก้หนังสือเล่มล่าสุดของเธอเป็นรอบสุดท้าย เธอมีคำถามเกี่ยวกับการเขียนเพื่อช่วยให้เธอทำงานชิ้นนี้สำเร็จ แต่เช่นเดียวกับทุกครั้ง ไม่นานฉันก็ถามคำถามเธอกลับถึงเรื่องชีวิต การงาน ความรัก ครอบครัว บทเรียนจากชีวิตยาวนานของเธอเต็มไปด้วยสติปัญญา เธอบอกฉันว่า “ช้าลงหน่อย” ไม่นานเราก็หัวเราะออกมาเพราะบางทีเธอก็ลืมทำเช่นนั้นเรื่องราวอันยอดเยี่ยมของเธอล้วนเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีที่แท้จริง

พระคัมภีร์สอนว่าปัญญานำไปสู่ความชื่นชมยินดี “มนุษย์ผู้ประสบปัญญาและผู้ได้ความเข้าใจ เป็นสุขจริงหนอ” (สภษ.3:13) เราพบว่าหนทางนี้คือจากปัญญาสู่ความชื่นชมยินดีนั้นเป็นหลักธรรมตามพระคัมภีร์โดยแท้จริง “เพราะปัญญาจะเข้ามาในใจของเจ้า และความรู้จะเป็นที่ร่มรื่นแก่วิญญาณจิตของเจ้า” (สภษ.2:10) “พระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย” (ปญจ.2:26) ปัญญา “เป็นทางของความร่มรื่น” สภษ.3:17

ซี.เอส.ลูอิสกล่าวถึงมุมมองในเรื่องชีวิตว่า “ความชื่นชมยินดีเป็นเรื่องที่จริงจังมากในสวรรค์” แต่หนทางที่ไปนั้นปูไว้ด้วยสติปัญญา เพื่อนในคริสตจักรผู้กำลังเข้าสู่วัย 107 ปีของฉันคงคิดเหมือนกัน เธอได้ก้าวเดินด้วยสติปัญญาและความชื่นชมยินดีเพื่อไปเฝ้าองค์กษัตริย์

เชื่อพระคัมภีร์

บิลลี่ เกรแฮมนักประกาศชื่อดังชาวอเมริกันเล่าให้ฟังว่า เขาเคยมีปัญหากับการยอมรับว่าพระคัมภีร์เป็นจริงทั้งหมด คืนหนึ่งขณะที่เขาเดินอยู่ลำพังใต้แสงจันทร์ที่ค่ายรีทรีตในเทือกเขาซานเบอร์นาดิโน เขาทรุดตัวลงคุกเข่าและวางพระคัมภีร์บนตอไม้ ทำได้เพียงอธิษฐานอย่าง “ตะกุกตะกัก” ว่า “โอ พระเจ้า มีหลายเรื่องในพระคัมภีร์ที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ”

เมื่อสารภาพความสับสนของตัวเอง เกรแฮมกล่าวว่าในที่สุดพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรง “ปลดปล่อยผมให้พูดได้ว่า ‘พระบิดา ข้าพระองค์จะยอมรับพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระองค์ด้วยความเชื่อ!’” เมื่อเขายืนขึ้น เขายังมีคำถามอยู่ แต่เขากล่าวว่า “ผมรู้ว่าการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณของผมได้ถูกจัดการและได้รับชัยชนะแล้ว”

เยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะหนุ่มต้องต่อสู้ในฝ่ายวิญญาณเช่นกัน แต่ท่านแสวงหาคำตอบในพระคัมภีร์อยู่เสมอ “เมื่อ​พบ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​แล้ว​ข้า​พระ​องค์​ก็​กิน​เสีย ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​ชื่น​บาน​แก่​ข้า​พระ​องค์ และ​เป็น​ความ​ปีติ​ยินดี​แห่ง​จิตใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์” (ยรม.15:16) ท่านประกาศว่า “​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า​...​ก็​มี​สิ่ง​ใน​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์​เหมือน​ไฟ​ไหม้ อัด​อยู่​ใน​กระดูก​ของ​ข้า​พระ​องค์” (20:8-9) ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน นักประกาศในสมัยศตวรรษที่ 19 เขียนว่า “[เยเรมีย์]บอกความลับแก่เรา ชีวิตภายนอกโดยเฉพาะพันธกิจอันสัตย์ซื่อของท่านนั้นมาจากความรักภายในที่มีต่อพระวจนะที่ท่านเทศนา”

เราเองก็สามารถปรับเปลี่ยนชีวิตของเราผ่านสติปัญญาจากพระคัมภีร์ได้แม้เราจะมีข้อสงสัย เรายังคงศึกษาต่อไปได้ด้วยความเชื่อเช่นที่เราเคยทำเสมอมา

ให้อภัยก่อน

พวกเราเรียกตัวเองว่า “พี่น้องในพระคริสต์” แต่ฉันกับเพื่อนผิวขาวของฉันทำตัวเหมือนเป็นศัตรูกัน เช้าวันหนึ่งขณะทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟ เราโต้เถียงกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับมุมมองทางเชื้อชาติที่ต่างกัน เมื่อเราแยกกันวันนั้น ฉันปฏิญาณว่าจะไม่พบกับเธออีก อย่างไรก็ตามหนึ่งปีต่อมาเราทั้งสองคนได้รับการว่าจ้างจากองค์กรเดียวกัน และต้องทำงานในแผนกเดียวกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พบกัน ในช่วงแรกเราต่างรู้สึกประดักประเดิดที่จะพูดถึงความขัดแย้งของเรา จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าทรงช่วยเราให้ขอโทษกัน และทรงรักษาและทำให้เราร่วมกันรับใช้อย่างดีที่สุด

พระเจ้าทรงเยียวยาความแตกแยกอันขมขื่นระหว่างเอซาวและยาโคบน้องชายฝาแฝด และทรงอวยพรชีวิตของพวกเขา ยาโคบจอมเจ้าเล่ห์ได้ขโมยพร ของพ่อไปจากเอซาว แต่ยี่สิบปีต่อมาพระเจ้าทรงเรียกยาโคบให้กลับมาบ้านเกิด ยาโคบจึงส่งของกำนัลล่วงหน้าเพื่อระงับโทสะของเอซาว “แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้” (ปฐก.33:4)

การกลับมาพบกันของพวกเขาถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการที่พระเจ้าทรงแนะนำให้เราคืนดีกับพี่น้องก่อนที่เราจะถวายความสามารถหรือทรัพย์สินให้พระองค์ (มธ.5:23-24) จง “กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” (ข้อ 24) ยาโคบเชื่อฟังพระเจ้าโดยคืนดีกับเอซาวก่อนที่จะสร้างแท่นบูชาเพื่อพระเจ้า (ปฐก.33:20) ช่างเป็นขั้นตอนที่งดงาม เริ่มต้นด้วยการให้อภัยและคืนดีกัน จากนั้นที่แท่นบูชา พระเจ้าทรงยอมรับเรา

เบ่งบานเพื่อพระเยซู

ฉันไม่ได้พูดความจริงเรื่องดอกทิวลิป ซึ่งเป็นของขวัญจากลูกสาวคนเล็ก เธอนำหน่อทิวลิปจากอัมสเตอร์ดัมกลับมาสหรัฐอเมริกาหลังจากเธอไปเที่ยวที่นั่น ฉันแสดงท่าทางตื่นเต้นเมื่อได้รับ เหมือนที่ฉันตื่นเต้นที่ได้เจอเธออีก แต่ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ฉันชอบน้อยที่สุด มันออกดอกและร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว อากาศของเดือนกรกฎาคมในเวลานั้นร้อนเกินกว่าที่จะปลูกได้

ที่สุดแล้วในตอนปลายเดือนกันยายน ฉันปลูกหน่อทิวลิปของ “ลูกสาว” เพราะคิดถึงเธอด้วยความรัก ทุกครั้งที่พรวนดินแข็งๆ ฉันกังวลว่ามันจะงอกไหม เมื่อเกลี่ยดินบนแปลงครั้งสุดท้าย ฉันกล่าวอวยพรว่า “หลับให้สบายนะ” ด้วยหวังว่าจะเห็นทิวลิปเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ

โครงการเล็กๆ ของฉันกลายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างถ่อมตัวถึงการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เรารักซึ่งกันและกัน แม้เราจะไม่ใช่ “คนโปรด” ของอีกฝ่าย เมื่อมองข้ามความผิดที่เป็นเหมือน “วัชพืช” ของกันและกัน เราก็สามารถรักผู้อื่นได้ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าแม้ในฤดูที่อากาศแปรปรวน เมื่อเวลาผ่านไป ความรักซึ่งกันและกันก็จะเบ่งบานโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเป็นเช่นไร “ดังนี้แหละ” พระเยซูตรัส “คนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” (ข้อ 35) เมื่อพระองค์ทรงตัดแต่งกิ่ง เราก็ได้รับการอวยพรให้เบ่งบาน เช่นเดียวกับที่ดอกทิวลิปของฉันเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิถัดมา สุดสัปดาห์เดียวกันนั้นลูกสาวของฉันก็แวะมาเยี่ยม ฉันบอกเธอว่า “ดูสิว่าอะไรกำลังเบ่งบาน!” และสิ่งที่เบ่งบานในท้ายที่สุดแล้วก็คือ ตัวฉันเอง

วิธีในการชำระล้าง

เด็กน้อยสองคนร้องเพลง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” อย่างสนุกสนานคนละสองรอบขณะล้างมือที่อ่าง “ต้องใช้เวลานานเท่านี้นะถึงจะล้างเชื้อโรคได้หมด” แม่บอกพวกเขา พวกเขาได้เรียนรู้ว่าต้องใช้เวลาในการล้างสิ่งสกปรกออกจากมือก่อนเกิดโรคระบาดโควิด 19 เสียอีก

เราเรียนรู้จากโรคระบาดว่าการรักษาความสะอาดเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา การกำจัดบาปก็เป็นขั้นตอนที่ต้องทำเพื่อกลับไปหาพระเจ้าเช่นกัน

ยากอบหนุนใจผู้เชื่อในพระเยซูที่กระจายอยู่ทั่วอาณาจักรโรมันให้หันกลับมาจดจ่อที่พระเจ้า ชีวิตพวกเขาเต็มไปด้วยการทะเลาะและต่อสู้กันเพื่อจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่า ได้ครอบครอง ได้ความพึงพอใจของโลกนี้ มีเงินและเป็นที่ยอมรับซึ่งทำให้พวกเขาเป็นศัตรูต่อพระเจ้า ยากอบเตือนให้ “น้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมารและมันจะหนีท่านไป...คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์” (ยก.4:7-8) แต่จะทำได้อย่างไร

“จงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน” (ข้อ 8) นี่คือถ้อยคำแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ที่อธิบายถึงความจำเป็นในการหันกลับมาหาพระเจ้าเพื่อจะขจัดเอาเศษดินแห่งความบาปออกไปจากชีวิตเรา จากนั้นยากอบอธิบายวิธีในการชำระล้างว่า “จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและร้องไห้ จงให้การหัวเราะกลับกลายเป็นการโศกเศร้า และความปีติยินดีกลับกลายเป็นความเศร้าสลด ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ข้อ 9-10)

การรับมือกับความบาปของเรานั้นคือการถ่อมใจ แต่ฮาเลลูยา เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะเปลี่ยน “การชำระล้าง” ของเราให้กลายเป็นการนมัสการ

พระองค์ทรงสู้เพื่อคุณ

ม้าที่ได้รับบาดเจ็บถูกตั้งชื่อว่าดรัมเมอร์บอย มันเป็นหนึ่งในม้า 112 ตัวที่พาทหารอังกฤษเข้าสู่สนามรบในเหตุการณ์การบุกโจมตีของกองพลทหารม้าเบาที่มีชื่อเสียง ม้าเหล่านี้ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญและทรหดจนทำให้พันโทเดอซาลิสผู้บัญชาการกองทัพตัดสินใจว่า ม้าของเขาสมควรได้รับเหรียญกล้าหาญเฉกเช่นทหารหาญ แม้จะพ่ายแพ้ในสนามรบแต่พวกเขายังได้รับการยกย่อง ทหารม้าผู้กล้ากับม้าที่กล้าหาญได้ก่อให้เกิดเป็นเหตุการณ์การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกองทัพอังกฤษซึ่งยังคงเฉลิมฉลองกันจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้าครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาจากสุภาษิตโบราณในพระคัมภีร์ “ม้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้วสำหรับวันสงคราม แต่ความมีชัยเป็นของพระเจ้า” (สภษ.21:31) พระคัมภีร์ได้ยืนยันหลักการนี้อย่างชัดเจน “เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน ทรงต่อสู้ศัตรูของท่านเพื่อท่าน จะประทานชัยชนะแก่ท่าน” (ฉธบ.20:4) ยิ่งกว่านั้นทรงมีชัยเหนือเหล็กไนแห่งความตาย ตามที่อัครทูตเปาโลได้เขียนไว้ “สาธุการแด่พระเจ้า ผู้ทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลายโดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” (1 คร.15:56-57)

เมื่อรู้เช่นนี้หน้าที่ของเราคือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทดสอบที่ยากลำบากของชีวิต เพื่อสร้างพันธกิจเราต้องเรียน ทำงานและอธิษฐาน เพื่อจะสร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงาม เราต้องมีความชำนาญ เพื่อจะพิชิตยอดเขาเราต้องตรวจสอบอุปกรณ์และฝึกร่างกายให้แข็งแกร่ง เมื่อทุกอย่างพร้อมเราจะเป็นยิ่งกว่าผู้มีชัยโดยความรักที่แข็งแกร่งของพระเยซูคริสต์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา