ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Keila Ochoa

มรดกประเสริฐ

คุณตาคุณยายบ้านแฮริสไม่ได้มีเงินมากมาย แต่ท่านจัดงานคริสต์มาสที่น่าจดจำให้ฉันและลูกพี่ลูกน้องทุกปี เรามีอาหาร เรื่องสนุกและความรักมากมายเสมอ เราได้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นเด็กว่าพระคริสต์คือผู้ทำให้มีงานฉลองนี้

เราอยากส่งมอบมรดกเดียวกันนี้ให้กับลูกๆ ตอนคริสต์มาสปีที่แล้วเมื่อครอบครัวใหญ่มาพบกัน เรารู้ว่านี่คือธรรมเนียมพิเศษที่คุณตาคุณยายได้เริ่มต้นไว้ ท่านไม่อาจทิ้งเงินทองเป็นมรดกให้เรา แต่ท่านเอาใจใส่หว่านเมล็ดพันธ์ุแห่งความรัก การยกย่องให้เกียรติและความเชื่อ เพื่อเราซึ่งเป็นลูกหลานของท่านจะเลียนแบบ

ในพระคัมภีร์เราพบว่ายายโลอิสกับแม่ยูนีสแบ่งปันความเชื่อแท้ไปถึงทิโมธี (2 ทธ.1:5) อิทธิพลของทั้งสองได้เตรียมชายหนุ่มผู้นี้ให้แบ่งปันข่าวประเสริฐแก่คนเป็นอันมาก

เราเตรียมมรดกฝ่ายวิญญาณให้กับคนที่เรามีอิทธิพลต่อพวกเขาได้ด้วยการดำเนินชีวิตติดสนิทกับพระเจ้า คือทำให้ความรักของพระองค์เป็นจริงต่อคนอื่น คือการเอาใจใส่โดยไม่เลือกปฏิบัติ สนใจว่าพวกเขาคิดและทำอะไร และแบ่งปันชีวิตของเรากับเขา เราอาจเชื้อเชิญให้พวกเขามาร่วมเฉลิมฉลองกับเรา! เมื่อใดที่ชีวิตเราสะท้อนความจริงเรื่องความรักของพระเจ้า เมื่อนั้นเราก็ได้ทิ้งมรดกที่ยั่งยืนไว้ให้ผู้อื่น

ดีกว่าปิญาตา

ไม่มีงานปาร์ตี้เม็กซิกันงานไหนที่ไม่มีปิญาตา ซึ่งเป็นกล่องหรือภาชนะดินที่บรรจุขนมและลูกกวาดไว้เต็ม เด็กๆ จะพยายามเอาไม้ตีให้แตกเพื่อจะได้กินขนมข้างใน

นักบวชสมัยศตวรรษที่ 16 ใช้ปิญาตาสอนชนพื้นเมืองในเม็กซิโก ปิญาตามีรูปร่างเป็นดาวเจ็ดแฉกที่ใช้แทนบาปเจ็ดประการ การตีปิญาตาก็คือการต่อสู้กับความชั่วร้าย และเมื่อขนมข้างในตกลงพื้น ทุกคนสามารถเก็บขนมกลับบ้านเป็นที่ระลึกแทนรางวัลของการรักษาความเชื่อ

แต่เราไม่สามารถต่อสู้ความชั่วร้ายได้ด้วยตัวเอง พระเจ้าไม่ได้ทรงรอให้เราพยายามแล้วจึงทรงสำแดงพระเมตตา พระธรรมเอเฟซัสสอนว่า “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ...พระเจ้าทรงประทานให้” (2:8) เราไม่ได้ชนะความบาปเอง เพราะพระเยซูทรงชนะแล้ว

เด็กๆ ต่อสู้เพื่อจะได้ขนมในปิญาตา แต่ของประทานของพระเจ้าเป็นของเราทุกคนเมื่อเราเชื่อพระเยซู พระเจ้า “ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการ” (1:3) เราได้รับการอภัยบาป การไถ่ การเป็นบุตร ชีวิตใหม่ ความชื่นชมยินดี ความรักและอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่ว่าเราได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ เพราะเรารักษาความเชื่อและเข้มแข็ง แต่เราได้รับเพราะเราเชื่อพระเยซู พระพรฝ่ายวิญญาณมาได้ทางเดียวคือ ทางพระคุณที่เราไม่สมควรได้รับ

ดี แย่และเลวร้าย

เพื่อนรักคนหนึ่งของฉันส่งข้อความมาว่า “ฉันดีใจที่เราสามารถเล่าให้กันและกันฟังได้ทั้งเรื่องดี เรื่องแย่และเรื่องเลวร้าย” เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปีและเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความชื่นชมยินดีและความล้มเหลว เรารู้ว่าเราห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ เราจึงแบ่งเบาปัญหาซึ่งกันและกัน และยังยินดีในความสำเร็จของอีกฝ่ายด้วย

ดาวิดและโยนาธานมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นเช่นกัน เริ่มจากช่วงเวลาดีๆ ที่ดาวิดมีชัยชนะเหนือโกลิอัท (1ซมอ.18:1-4) พวกเขาร่วมในความกลัวในช่วงเวลาแย่ๆ ที่บิดาของโยนาธานเกิดความอิจฉา (1 ซมอ.18:6-11; 20:1-2) สุดท้าย พวกเขาทนทุกข์ด้วยกันในช่วงเวลาอันเลวร้ายที่ซาอูลวางแผนจะฆ่าดาวิด (1 ซมอ.20:42)

เพื่อนที่ดีไม่ทอดทิ้งเราเมื่อสถานการณ์ภายนอกเปลี่ยนไป พวกเขาอยู่กับเราทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี เพื่อนที่ดีนำเราไปหาพระเจ้าในช่วงเวลาอันเลวร้าย เมื่อเรารู้สึกอยากเดินออกห่างจากพระองค์

มิตรภาพแท้เป็นของขวัญจากพระเจ้า เพราะมิตรภาพแท้เป็นตัวอย่างของพระองค์ผู้ทรงเป็นสหายอันสมบูรณ์พร้อม ผู้ทรงสัตย์ซื่อทั้งในเวลาที่ดี ในเวลาที่ไม่ดี และในเวลาที่เลวร้าย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงย้ำกับเราว่า “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5)

ฟังเสียงพระเจ้า

ลูกชายตัวน้อยชอบเสียงของฉัน ยกเว้นตอนที่เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงดุและถามว่า “ลูกอยู่ไหน” หากฉันเรียกเขาแบบนี้ แสดงว่าเขาได้ทำเรื่องไม่ถูกต้องและพยายามปกปิดไม่ให้ฉันรู้ ฉันต้องการให้ลูกชายฟังเสียงของฉันเพราะ ฉันห่วงใยสวัสดิภาพของเขาและไม่อยากให้เขาบาดเจ็บ

อาดัมและเอวาคุ้นเคยกับการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในสวน แต่เมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังโดยไปกินผลไม้ต้องห้าม พวกเขาจึงไปซ่อนเสียเมื่อได้ยินพระเจ้าตรัสถามว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” (ปฐก.3:9) พวกเขาไม่กล้าเผชิญหน้าเพราะรู้ว่าได้ทำเรื่องที่ผิด เรื่องที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้ทำ (ปฐก.3:11)

เมื่อพระเจ้าตรัสเรียกอาดัมและเอวาและพบพวกเขาในสวน พระดำรัสของพระองค์มีทั้งบทลงโทษและผลที่พวกเขาต้องรับ (ปฐก.3:13-19) แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระเมตตาและประทานความหวังแก่มนุษยชาติผ่านทางพระสัญญาถึงพระผู้ช่วยให้รอดด้วย (ปฐก.3:15)

พระเจ้าไม่จำเป็นต้องมองหาเรา พระองค์ทรงทราบว่าเราอยู่ที่ไหน และเรากำลังพยายามปิดบังสิ่งใด แต่ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาที่รักเรา พระองค์ปรารถนาจะตรัสแก่จิตใจของเรา และนำการยกโทษและการฟื้นฟู พระองค์ทรงประสงค์ให้เราได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และตั้งใจฟัง

สมบัติในสุสานหมายเลขเจ็ด

ปี 1932 นักโบราณคดีชาวเม็กซิกันชื่ออัลฟอนโซ คาโซค้นพบสุสานหมายเลขเจ็ดที่มอนเต อัลบาน รัฐวาฮากา เขาพบวัตถุโบราณรวมทั้งอัญมณีสมัยก่อนสเปนยึดครองกว่าสี่ร้อยชิ้น ซึ่งเขาให้ชื่อว่า “สมบัติแห่งมอนเต อัลบาน” เป็นการค้นพบครั้งสำคัญของโบราณคดีเม็กซิกัน เราทำได้เพียงจินตนาการว่าคาโซตื่นเต้นเพียงใดที่ได้ถือถ้วยหยกเนื้อบริสุทธิ์

หลายศตวรรษก่อนหน้า ผู้เขียนสดุดีบอกเล่าถึงสมบัติที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำหรืออัญมณี ว่า “ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์เพราะพระดำรัสของพระองค์อย่างผู้ซึ่งพบของที่ถูกริบมาเป็นอันมาก” (สดด.119:162) ในสดุดี 119 ผู้เขียนรู้ว่าพระบัญชาและพระสัญญาของพระเจ้ามีค่ากับชีวิตเรามากเพียงใด ท่านจึงเปรียบว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่มาพร้อมชัยชนะโดยผู้มีชัย

ทุกวันนี้ชื่อของคาโซเป็นที่จดจำเพราะการค้นพบสุสานหมายเลขเจ็ด ซึ่งเราชื่นชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ที่วาฮากา แต่สมบัติของผู้เขียนสดุดีอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว ทุกวันเราสามารถขุดค้นพระคัมภีร์และพบเพชรแห่งพระสัญญา ทับทิมแห่งความหวังและมรกตแห่งปัญญา แต่สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะพบ คือผู้ซึ่งพระคัมภีร์เขียนถึง คือองค์พระเยซู ผู้ประพันธ์หนังสือเล่มนี้

ขอให้เราเพียรค้นหาด้วยความมั่นใจว่านี่คือสมบัติที่จะทำให้เราบริบูรณ์ขึ้น ดังที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ว่า “บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รับไว้เป็นมรดกเป็นนิตย์ พระเจ้าข้า เป็นความชื่นบานแก่ใจข้าพระองค์” (สดด.119:111)

ขนมปัง!

ฉันอยู่ที่เมืองเล็กในประเทศเม็กซิโก ทุกเช้าและเย็นคุณจะได้ยินเสียงร้องดังชัดเจนว่า “ขนมปัง” ชายคนหนึ่งปั่นจักรยานมาพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่ เพื่อขายขนมปังรสเค็มหวานสดใหม่นานาชนิด ฉันเคยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ต้องออกไปซื้อขนมปังตามร้านเบเกอรี่ ฉันจึงชอบที่มีขนมปังอบใหม่มาส่งให้ถึงหน้าประตู

เปลี่ยนจากเรื่องการบริโภคอาหารฝ่ายร่างกายมาเป็นความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณ ฉันคิดถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์” (ยน.6:51)

มีคนเคยบอกว่า การประกาศข่าวประเสริฐจริงๆ แล้วเป็นเหมือนการที่ขอทานคนหนึ่งบอกกับขอทานอีกคนว่าไปพบอาหารที่ไหน พวกเราหลายคนอาจพูดว่า “ครั้งหนึ่ง ฉันเคยหิวกระหายและอดอยากในฝ่ายวิญญาณเพราะความบาปที่มี แต่แล้วฉันก็ได้ยินข่าวดี มีคนบอกฉันว่าให้ไปรับอาหารได้จากพระเยซู และชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป”

เวลานี้เรามีสิทธิพิเศษและความรับผิดชอบที่ต้องชี้ทางให้คนไปถึงอาหารแห่งชีวิต เราสามารถแบ่งปันเรื่องพระเยซูให้กับเพื่อนบ้าน ในที่ทำงาน ที่โรงเรียน ที่พบปะสังสรรค์ต่างๆ เราพูดคุยถึงพระเยซูได้ทั้งในขณะที่นั่งรอ อยู่บนรถเมล์ หรือบนรถไฟ เรานำข่าวประเสริฐไปถึงผู้อื่นได้โดยผ่านทางประตูแห่งมิตรภาพ

พระเยซูทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต ให้เราบอกข่าวดีนี้แก่ทุกคน

เรียนนับ

ลูกชายฉันกำลังเรียนนับหนึ่งถึงสิบ เขานับทุกอย่างตั้งแต่ของเล่นไปถึงต้นไม้ เขานับสิ่งที่ฉันมักจะมองข้าม เช่น ดอกไม้ตามทางไปโรงเรียนหรือนิ้วเท้าของฉัน

ลูกยังสอนให้ฉันกลับมานับอีกครั้ง บ่อยครั้งที่ฉันหมกมุ่นอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ยังทำไม่เสร็จหรือสิ่งที่ฉันไม่มี จนฉันพลาดโอกาสที่จะมองเห็นสิ่งดีรอบตัว ฉันลืมนับเพื่อนใหม่ในปีนี้ และคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ลืมนับน้ำตาแห่งความสุขและช่วงเวลาแห่งเสียงหัวเราะกับเพื่อนดีๆ

สิบนิ้วของฉันไม่พอนับพระพรทั้งหมดที่พระเจ้าประทานให้ทุกวัน “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงทวีพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์และพระดำริของพระองค์แก่ข้าพระองค์ ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมพระองค์ ถ้าข้าพระองค์จะประกาศและบอกกล่าวแล้วก็มีมากมายเหลือที่จะนับ พระเจ้าของข้าพระองค์” (สดุดี 40:5) ยิ่งไปกว่านั้น ทำอย่างไรเราจึงจะเริ่มนับพระพรทั้งสิ้นเรื่องความรอด การคืนดีและชีวิตนิรันดร์ได้

ให้เราร่วมกับดาวิดในการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระดำริอันประเสริฐที่ทรงมีต่อเราและทุกสิ่งที่ทรงทำเพื่อเรา เมื่อท่านกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระดำริของพระองค์ประเสริฐแก่ข้าพระองค์จริงๆ รวมกันเข้าก็ไพศาลนักหนา ถ้าข้าพระองค์จะนับก็มากกว่าเม็ดทราย“ (สดุดี 139:17-18)

ให้เราเรียนนับอีกครั้ง

ทำดีต่อไป

ลูกชายฉันรักการอ่าน ถ้าเขาอ่านหนังสือมากกว่าที่โรงเรียนกำหนดเขาจะได้ใบประกาศนียบัตรเป็นรางวัลกำลังใจเล็กน้อยที่ช่วยผลักดันให้เขาทำดีต่อไป

เมื่อเปาโลเขียนถึงชาวเธสะโลนิกา ท่านไม่ได้กระตุ้นคนเหล่านั้นด้วยรางวัลแต่ด้วยคำหนุนใจ ท่านกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้เนื่องจากเราได้สอนท่านถึงวิธีดำเนินชีวิตซึ่งจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและท่านดำเนินอย่างนั้นอยู่แล้ว เราจึงขอวิงวอนและเตือนสติท่านในพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า จงดำเนินให้ดียิ่งขึ้นอีก” (1 เธสะโลนิกา 4:1) คริสเตียนเหล่านี้กำลังดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และเปาโลหนุนใจพวกเขาให้ทำดียิ่งขึ้นอีกเพื่อพระองค์

วันนี้คุณกับฉันอาจกำลังทำดีที่สุดเพื่อจะรู้จักและรักพระองค์ และทำให้พระบิดาพอพระทัย ให้เรานำถ้อยคำของเปาโลมาเป็นกำลังใจให้เราดำเนินต่อไปในความเชื่อ

แต่ให้เราก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่ง วันนี้เราจะหนุนใจใครด้วยถ้อยคำของเปาโลได้บ้าง คุณคิดถึงใครที่บากบั่นติดตามพระเจ้าและแสวงหาที่จะเป็นที่พอพระทัยพระองค์ ให้คุณส่งข้อความหรือโทรไปหนุนใจเขาให้ดำเนินต่อไปในเส้นทางแห่งความเชื่อ สิ่งที่คุณพูดอาจเป็นกำลังใจที่เขาต้องการ เพื่อที่จะติดตามและปรนนิบัติรับใช้พระเยซูต่อไป

กลิ่นหอมหวาน

ผู้ผลิตน้ำหอมคนหนึ่งในนิวยอร์คประกาศว่า เธอแยกแยะกลิ่นที่ผสมผสานกันได้และเดาได้ว่าผู้ผลิตน้ำหอมนี้คือใครจากการสูดดมเพียงครั้งเดียว เธอสามารถบอกได้ว่า “นี่เป็นฝีมือของเจนนี่” เมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงผู้ติดตามพระคริสต์ในเมืองโครินธ์ ท่านใช้ตัวอย่างที่ทำให้พวกเขาคิดถึงกองทัพโรมที่เผาเครื่องหอมเมื่อพิชิตเมืองได้ (2 คร.2:14) นายพลจะเดินเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยกองทหารของเขาและต่อด้วยกองทัพที่พ่ายแพ้ สำหรับพวกโรม กลิ่นของเครื่องหอมหมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับเชลยศึกกลับหมายถึงความตาย

เปาโลกล่าวว่า สำหรับพระเจ้าเราเป็นกลิ่นหอมแห่งชัยชนะของพระคริสต์เหนือความบาป พระเจ้าประทานกลิ่นหอมของพระคริสต์แก่เราเพื่อเราจะเป็นเครื่องบูชาแห่งการสรรเสริญซึ่งมีกลิ่นอันหอมหวาน แต่เราจะใช้ชีวิตเพื่อกระจายกลิ่นหอมนี้ไปถึงคนอื่นได้อย่างไร เราสามารถแสดงความกรุณาและความรัก และบอกเล่าข่าวประเสริฐกับคนอื่นเพื่อพวกเขาจะได้พบทางแห่งความรอด เราสามารถยอมให้พระวิญญาณสำแดงความรักความปลาบปลื้มใจและความปรานีผ่านชีวิตของเราได้ (กาลาเทีย 5:22-23)

คนอื่นมองดูเราและพูดว่า “นี่เป็นผลงานของพระเยซู” หรือไม่ เรายอมให้พระองค์กระจายกลิ่นหอมของพระองค์ผ่านเราแล้วบอกคนอื่นเรื่องพระองค์ไหม พระองค์ทรงเป็นผู้ผลิตน้ำหอมที่ดีที่สุด เป็นกลิ่นหอมอันงดงามที่สุดตลอดไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

> ODB

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

ทดสอบด้วยไฟ

ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในรัฐโคโล-ราโดเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ฉันได้รู้ข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับต้นแอสเพนคือ ต้นแอสเพนลำต้นสีขาวทั้งป่าสามารถเกิดจากเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยใช้ระบบรากร่วมกัน ระบบรากเหล่านี้คงอยู่ได้เป็นพันปีไม่ว่าจะมีลำต้นงอกออกมาหรือไม่ เมื่อเกิดไฟป่า น้ำท่วม หรือหิมะถล่ม แล้วเกิดพื้นที่โล่ง รากของต้นแอสเพนที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็จะมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา

สำหรับต้นแอสเพน มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยากอบเขียนไว้ว่าการเติบโตในความเชื่อของเราก็เกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4)

เป็นเรื่องยากที่จะยินดีท่ามกลางการทดลอง แต่เราหวังใจได้จากความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับต้นแอสเพน ความเชื่อจะเติบโตได้ก็ในยามที่มีการทดลอง ความลำบากทำให้เกิดพื้นที่โล่งในใจเราเพื่อให้แสงสว่างของพระเจ้าสัมผัสเราได้

เกิดผลดี

ทิวทัศน์ที่ผมเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินช่างน่าตื่นตา ทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงกับสวนผลไม้ทอดยาวระหว่างภูเขาแห้งแล้งสองลูก กลางหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ถ้าไม่มีลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตสายนี้ ต้นไม้ย่อมไม่เกิดผล

ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำสะอาดฉันใด คุณภาพของ “ผล” ในชีวิตของผมซึ่งก็คือคำพูด การกระทำ ทัศนคติ ก็ขึ้นอยู่กับสารอาหารฝ่ายวิญญาณของผมฉันนั้น ผู้เขียนสดุดี 1 อธิบายว่าบุคคลที่ “ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า...เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล” (ข้อ 1-3) เปาโลบอกในกาลาเทีย 5 ว่า ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเห็นได้จาก “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)

บางครั้งผมมีมุมมองอันขมขื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการกระทำและคำพูดของผมก็ไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดี และผมตระหนักว่า เพราะผมไม่ได้ใช้เวลาเงียบสงบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหยั่งรากในพระองค์ ผมก็เกิดผลดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความอดทน และอ่อนโยน อีกทั้งไม่ยากที่จะเลือกขอบพระคุณแทนการพร่ำบ่น

พระเจ้าผู้เปิดเผยพระองค์ต่อเรา ทรงเป็นแหล่งกำลัง สติปัญญา ความชื่นชมยินดี ความเข้าใจ และสันติสุข (สดด.119:28, 98, 111, 144, 165) เมื่อเราให้จิตวิญญาณของเราอยู่ในพระคำซึ่งชี้ไปที่พระองค์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเด่นชัดในชีวิตของเรา