ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Huang

ทรงรู้

ลีอากำลังจะเริ่มทำงานเป็นพยาบาลในประเทศไต้หวัน เธอจะสามารถส่งเสียครอบครัวได้ดีกว่าการอยู่ในกรุงมะนิลาที่โอกาสด้านการงานมีอยู่อย่างจำกัด ในคืนก่อนออกเดินทาง เธอบอกวิธีการกับพี่สาวซึ่งจะเป็นคนดูแลลูกสาววัยห้าขวบของเธอว่า “เขาจะยอมกินวิตามิน ถ้าเอาเนยถั่วหนึ่งช้อนให้เขากินด้วย” ลีอาอธิบายว่า “อย่าลืมว่าเขาเป็นเด็กขี้อาย อีกหน่อยเขาจะค่อยๆกล้าเล่นกับลูกพี่ลูกน้องเอง และเขากลัวความมืด...”

วันรุ่งขึ้นขณะมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ลีอาอธิษฐานว่า ข้าแต่พระเจ้า ไม่มีใครู้จักลูกสาวของข้าพระองค์ดีเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อยู่กับลูกไม่ได้ แต่พระองค์ทรงทำได้

เรารู้จักคนที่เรารัก และเราสังเกตรายละเอียดทุกอย่างของพวกเขาเพราะพวกเขามีค่าสำหรับเรา เมื่อเราไม่สามารถอยู่กับพวกเขาได้เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย เรามักจะวิตกว่าเมื่อไม่มีใครรู้จักเขาดีเท่าเรา พวกเขาอาจตกอยู่ในอันตรายได้ง่ายกว่า

ในพระธรรมสดุดี 139 ดาวิดเตือนเราว่าพระเจ้าทรงรู้จักเราดีกว่าใคร และทรงรู้จักคนที่เรารักเป็นอย่างดีด้วย (ข้อ 1-4) พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้สร้างของพวกเขา (ข้อ 13-15) พระองค์จึงทรงเข้าใจในความต้องการทุกอย่างที่พวกเขามี พระองค์ทรงรู้ว่าในแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของพวกเขา (ข้อ 16) พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยและจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา (ข้อ 5, 7-10)

เมื่อคุณกังวลถึงใคร จงฝากเขาไว้กับพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรู้จักคนเหล่านั้นดีที่สุด และรักพวกเขามากที่สุด

การเอื้อเฟื้อที่แท้จริง

“คูมาอิน กา นา บา” (คุณกินอะไรมารึยัง) นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ยินเสมอเมื่อมาเยือนบ้านส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฉัน เป็นวิธีการแสดงความเอาใจใส่และความมีน้ำใจต่อแขกของชาวฟิลิปปินส์ และไม่ว่าคุณจะตอบอย่างไร เจ้าของบ้านจะเตรียมบางอย่างให้คุณกินเสมอ คนฟิลิปปินส์เชื่อว่าการมีน้ำใจที่แท้จริงนั้นไม่ใช่แค่พูดทักทายตามธรรมเนียม แต่ยังต้องทำมากกว่านั้นเพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อจริงๆ

เรเบคาห์ก็เข้าใจเรื่องการเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดี งานบ้านประจำวันของเธอนั้นรวมถึงการไปตักน้ำจากบ่อน้ำนอกเมืองและแบกเหยือกที่หนักอึ้งนั้นกลับบ้าน เมื่อคนใช้ของอับราฮัมซึ่งกระหายน้ำมากจากการเดินทาง ขอดื่มน้ำเล็กน้อยจากเหยือกของเธอ เธอไม่ลังเลที่จะให้เขาดื่ม (ปฐก.24:17-18)

แต่แล้วเรเบคาห์ก็ทำมากกว่านั้นอีก เมื่อเธอเห็นว่าอูฐของผู้มาเยือนกระหายน้ำ เธอจึงรีบกลับไปตักน้ำให้พวกมัน (ข้อ 19-20) เธอไม่รีรอที่จะช่วยเหลือ แม้นั่นจะหมายถึงการต้องเดินกลับไปที่บ่อน้ำอีกรอบหนึ่ง (หรือมากกว่านั้น) และกลับมาพร้อมกับเหยือกอันหนักอึ้ง

ชีวิตเป็นเรื่องยากสำหรับคนจำนวนมาก และบ่อยครั้งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เล็กๆน้อยๆในทางปฏิบัติสามารถหนุนจิตชูใจพวกเขาได้ การเป็นช่องทางส่งต่อความรักของพระเจ้าไม่ได้หมายความถึงการเทศนาที่ทรงพลังหรือการตั้งคริสตจักรเสมอไป บางครั้งอาจเป็นแค่การให้น้ำดื่มกับใครสักคน

สันติสุขของพระองค์

เป็นเวลาหลายเดือนที่ฉันต้องรับมือกับการใช้เล่ห์กลและการเมืองในที่ทำงานอย่างหนักหน่วง ความวิตกกังวลเป็นนิสัยของฉัน ฉันจึงประหลาดใจที่ตนเองมีสันติสุข แทนที่จะรู้สึกวิตกฉันสามารถตอบโต้อย่างใจเย็นและมีสติ ฉันรู้ว่าสันติสุขนี้มาจากพระเจ้าเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม มีช่วงเวลาอื่นในชีวิตฉันที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ฉันกลับรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ ฉันรู้ว่านั่นเป็นเพราะฉันวางใจในความสามารถของตนเอง แทนที่จะวางใจในพระเจ้าและการทรงนำของพระองค์ เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันตระหนักว่าสันติสุขที่แท้จริงคือสันติสุขของพระเจ้านั้น ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสถานการณ์ แต่โดยความไว้วางใจในพระองค์

สันติสุขของพระเจ้ามาถึงเราเมื่อใจของเราแน่วแน่ (อสย.26:3) ในภาษาฮีบรู คำว่า แน่วแน่ หมายถึง “การพึ่งพา” เมื่อเราพึ่งพาในพระองค์ เราจะพบกับการทรงสถิตอันสุขสงบของพระองค์ เราวางใจในพระเจ้าได้ โดยระลึกว่าพระองค์จะทำให้ผู้จองหองและคนชั่วถ่อมใจ และกระทำให้วิถีของคนชอบธรรมราบรื่น (ข้อ 5-7)

ตอนที่ฉันได้พบสันติสุขในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมากกว่าในตอนที่สบายนั้น ฉันค้นพบว่าสันติสุขของพระเจ้าไม่ใช่การไม่มีปัญหาขัดแย้ง แต่เป็นการรับรู้อย่างชัดเจนในส่วนลึกถึงความปลอดภัยแม้อยู่ท่ามกลางความวิตกกังวล เป็นสันติสุขที่เกินความเข้าใจของมนุษย์และคุ้มครองจิตใจและความคิดของเราไว้ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด (ฟป.4:6-7)

เมื่อคุณก้าวต่อไปไม่ไหว

ในปี 2006 พ่อของฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางระบบประสาทซึ่งพรากความทรงจำ การพูด และการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไปจากท่าน ท่านกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในปี 2011 โดยมีแม่ของฉันเป็นผู้ดูแลที่บ้าน ช่วงที่ท่านเริ่มป่วยเป็นช่วงเวลาอันมืดมิด ฉันหวาดกลัว ฉันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย และกังวลเรื่องการเงินและสุขภาพของแม่

ข้อความจากบทเพลงคร่ำครวญ 3:22 ช่วยให้ฉันตื่นขึ้นมาในยามเช้าเมื่อแสงที่ส่องมาอึมครึมเหมือนกับสภาพจิตใจของฉัน “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง” คำว่า “หยุดยั้ง” ในภาษาฮีบรูหมายความว่า “ใช้จนหมด” หรือ “มาถึงจุดจบ”

ความรักมั่นคงของพระเจ้าช่วยให้เราสามารถก้าวต่อไป ให้เราลุกขึ้นเผชิญหน้ากับวันใหม่ การทดลองอาจทำให้รู้สึกหวั่นไหว แต่มันไม่อาจทำลายเราได้เพราะความรักของพระเจ้ามั่นคงกว่า!

มีหลายครั้งที่พระเจ้าทรงสำแดงความสัตย์ซื่อและความรักแก่ครอบครัวของฉัน ฉันเห็นการจัดเตรียมของพระองค์ผ่านทางน้ำใจของญาติและเพื่อนๆ คำแนะนำที่ดีของแพทย์ การดูแลด้านการเงิน และการย้ำเตือนในจิตใจของเราว่าวันหนึ่งพ่อของฉันจะมีชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้งในสวรรค์

หากคุณกำลังเดินผ่านช่วงเวลาที่มืดมิด อย่าสิ้นหวัง คุณจะไม่ถูกทำลายจากสิ่งที่คุณเผชิญ จงวางใจในความรักอันสัตย์ซื่อของพระเจ้าและการทรงจัดเตรียมสำหรับคุณ

ไม่ธรรมดา

เมื่ออนิต้าเสียชีวิตขณะนอนหลับในวันเกิดอายุครบ 90 ปี ความเงียบของการจากไปอย่างเงียบๆนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเรียบง่ายของชีวิตเธอ เธอเป็นหญิงหม้ายที่ได้อุทิศตนเพื่อลูกหลาน และเป็นเพื่อนกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าในคริสตจักร

อนิต้าไม่ได้มีความสามารถหรือประสบความสำเร็จด้านใดที่เด่นชัดเป็นพิเศษ แต่ความเชื่อในพระเจ้าที่หยั่งรากลึกนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ได้รู้จักเธอ เพื่อนคนหนึ่งของฉันบอกว่า “เมื่อฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับปัญหา ฉันไม่ได้คิดถึงคำพูดของนักเทศน์หรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ฉันคิดว่าอนิต้าจะพูดว่าอะไร”

เราหลายคนก็คล้ายกับอนิต้า คือเป็นคนธรรมดาที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย ชื่อของเราจะไม่มีทางไปปรากฏในข่าว และจะไม่มีอนุสาวรีย์ที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่เรา แต่ชีวิตที่ดำเนินด้วยความเชื่อในพระเยซูไม่มีทางจะเป็นชีวิตที่ธรรมดา บุคคลที่อยู่ในฮีบรู 11 ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อ (ข้อ 35-38) คนเหล่านั้นเดินบนเส้นทางที่ไม่โดดเด่นและไม่ได้รับรางวัลที่ทรงสัญญาไว้ในชีวิตนี้ (ข้อ 39) แต่เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อฟังพระเจ้า ความเชื่อของพวกเขาจึงไม่ไร้ค่า พระเจ้าได้ทรงใช้ชีวิตของพวกเขาในหนทางที่ไปไกลยิ่งกว่าความไม่มีชื่อเสียงของพวกเขา (ข้อ 40)

ถ้าคุณรู้สึกท้อแท้กับสถานะในชีวิตที่ดูเหมือนธรรมดาของคุณ อย่าลืมว่าชีวิตที่ดำเนินด้วยความเชื่อในพระเจ้าจะสร้างผลกระทบไปตลอดนิรันดร์ แม้เราจะเป็นเพียงคนธรรมดา เรามีความเชื่อที่ไม่ธรรมดาได้

ทั้งหมดที่คุณต้องการ

ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ฉันมองความวุ่นวายอันเปี่ยมสุขรอบๆตัว ทั้งป้า ลุง ลูกพี่ลูกน้อง หลานสาวและหลานชายต่างกำลังมีความสุขกับอาหารและการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว ฉันเองก็มีความสุขเช่นกัน แต่ความคิดหนึ่งเสียดแทงใจฉัน เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในนี้ที่ไม่มีลูก ไม่มีครอบครัวของตัวเอง

สาวโสดหลายคนมีประสบการณ์ที่คล้ายกันนี้ ในวัฒนธรรมแบบเอเชียของฉัน การแต่งงานและการมีลูกถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การไม่มีครอบครัวอาจทำให้คนๆหนึ่งรู้สึกไม่สมบูรณ์ อาจรู้สึกเหมือนคุณขาดสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณหรือสิ่งที่ทำให้คุณสมบูรณ์

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความจริงของพระเจ้าทรงเป็น “ส่วน” ของฉัน จึงทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจอย่างมาก (สดด.73:26) เมื่อเผ่าต่างๆของอิสราเอลได้รับส่วนแบ่งที่ดิน เผ่าเลวีซึ่งเป็นเผ่าแห่งปุโรหิตไม่ได้รับ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์เองจะเป็นส่วนมรดกของเขา (ฉธบ.10:9) พวกเขาจะพบความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระองค์ และเชื่อวางใจว่าพระองค์จะประทานสิ่งจำเป็นทุกอย่างแก่พวกเขา

สำหรับพวกเราบางคน ความรู้สึกขาดอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวบางทีเราก็อยากได้งานที่ดีกว่าหรือมีความสำเร็จด้านการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใด เราสามารถให้พระเจ้าทรงมาเป็นส่วนของเรา พระองค์จะทำให้เราสมบูรณ์ ในพระองค์เราไม่ขาดสิ่งใด

อธิษฐานได้ทุกเรื่อง

เจ้าลูกแมวสกปรกนั่งสงบอยู่บนพื้นปูนและจ้องมาที่ฉันอย่างมีศักดิ์ศรี มันอยู่กับพวกพี่น้องที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของอาคารที่ลูกค้าของฉันทำงานอยู่ ด้วยความสงสาร ฉันฝากอาหารแมวไว้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อเลี้ยงพวกมันทุกวัน และเอามาเพิ่มให้เมื่ออาหารหมด

แต่แล้ววันนั้นก็มาถึงเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นถูกย้ายไปดูแลจุดอื่น “โอ พระเจ้า” ฉันอธิษฐาน “ลูกแมวที่ช่วยตัวเองไม่ได้นี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ขอประทานใครสักคนที่ข้าพระองค์จะวางใจมาให้อาหารพวกมัน” แต่ฉันสงสัยว่าคำขอของฉันจะสำคัญพอสำหรับพระเจ้าหรือไม่ แน่นอนว่าพระองค์ทรงมีเรื่องสำคัญกว่าที่จะต้องใส่ใจ

อัครทูตเปาโลเตือนพวกเราในฟีลิปปี 4:6 ว่า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” พวกเรามีพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยความรักและทรงปรารถนาให้เราบอกพระองค์ถึงทุกเรื่องที่เรากังวล ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยเพียงใด

เย็นวันนั้นภารโรงสูงอายุที่ทำงานในอาคารนั้นหลายปีแล้วเดินมาหาฉัน ก่อนที่ฉันจะพูดถึงความกังวลที่มี ชายใจดีคนนั้นพูดว่า “ในเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นไม่อยู่แล้ว ผมจะช่วยเลี้ยงแมวพวกนั้นให้เอง”

แท้จริงแล้วไม่มีอะไรยากเกินไปหรือไม่สำคัญพอที่เราจะบอกกับพระเจ้า ความกังวลของเราไม่ว่าจะส่วนตัวและสำคัญต่อเราเพียงใด ล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระองค์ ให้เราวางใจที่จะมอบไว้ให้พระองค์ทรงดูแล

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา