Month: ตุลาคม 2022

แบบทดสอบกระจก

“ใครอยู่ในกระจก” นักจิตวิทยาที่กำลังทดสอบการรู้จักตนเองถามเด็กๆ โดยปกติแล้วเด็กที่อายุ 18 เดือนหรือน้อยกว่านั้นจะไม่คิดว่าตัวเองคือภาพที่อยู่ในกระจก แต่เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังมองดูตัวเองอยู่ การรู้จักตนเองเป็นเครื่องหมายสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเติบโตและการเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์

อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตของผู้เชื่อในพระเยซูด้วย ยากอบเขียนแบบทดสอบกระจกไว้ กระจกก็คือ “สัจวาทะ” ของพระเจ้า (ยก.1:18) เราเห็นอะไรเมื่อเราอ่านพระวจนะ เรามองเห็นตัวเองเมื่อพระวจนะพูดถึงความรักและความถ่อมตนหรือไม่ เรามองเห็นการกระทำของตนเองเมื่อเราได้อ่านสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้ทำหรือไม่ เมื่อเรามองเข้าไปในจิตใจและทดสอบดูการกระทำของเรา พระวจนะจะช่วยให้เรารู้ว่าการกระทำของเราสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราหรือไม่ หรือเราต้องแสวงหาการกลับใจและเปลี่ยนแปลงใหม่

ยากอบเตือนไม่ให้เราเพียงแค่อ่านพระวจนะและหันกลับไป “และลวงตนเอง” (ข้อ 22) โดยลืมสิ่งที่เรียนรู้ไปเสีย พระคัมภีร์เป็นเหมือนแผนที่เพื่อให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติปัญญาตามแผนการของพระเจ้า ในขณะที่เราอ่าน ใคร่ครวญและซึมซับพระวจนะ เราสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเปิดตาของเราให้มองเห็นจิตใจภายในและประทานกำลังเพื่อจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จำเป็นได้

พระคุณอันอ่อนโยนของพระเจ้า

“พูดความจริงทั้งหมดแต่ค่อยๆพูดทีละนิด” บทกวีที่เอมิลี่ ดิคคินสันเขียนขึ้นบอกเราว่า เพราะความจริงและพระสิริของพระเจ้า “สว่างจ้า” เกินกว่ามนุษย์ที่อ่อนแอจะเข้าใจหรือรับได้หมดในครั้งเดียว เราจึงควรรับและแบ่งปันพระคุณและความจริงของพระเจ้า “ทีละนิด” คืออย่างอ่อนโยน โดยทางอ้อม เพราะ “ความจริงต้องค่อยๆเปล่งประกาย มิเช่นนั้นมนุษย์ทุกคนจะตาบอดไปเสียได้”

อัครสาวกเปาโลพูดอย่างเดียวกันในเอเฟซัส 4 เมื่อท่านหนุนใจให้ผู้เชื่อ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) ท่านอธิบายว่า พื้นฐานของใจที่สุภาพและมีเมตตาต่อกันของผู้เชื่อมาจากความเมตตาของพระคริสต์ที่มีต่อเรา ในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซู (ข้อ 9-10) พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างเงียบๆ และอ่อนโยนอย่างที่ผู้คนต้องการเพื่อจะเชื่อและยอมรับพระองค์

และพระองค์ยังทรงสำแดงพระองค์อย่างอ่อนสุภาพและเต็มด้วยความรัก โดยประทานและเสริมกำลังคนของพระองค์อย่างที่พวกเขาต้องการเพื่อจะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ “เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่” (ข้อ 12-13) เมื่อเราเติบโตขึ้น เรายิ่งแสวงหาความหวังจากที่อื่นน้อยลง (ข้อ 14) และมั่นใจในการทำตามแบบอย่างความรักที่อ่อนสุภาพของพระเยซูมากยิ่งขึ้น (ข้อ 15-16)

ดูที่ผล

“ขอให้คุณ (ชื่อบุคคลนั้น) ตัวจริง ยืนขึ้นด้วยครับ” นี่เป็นประโยคที่คุ้นเคยตอนท้ายรายการของเกมโชว์ชื่อ สาบานว่าพูดจริง คณะกรรมการคนดังสี่คนต้องถามคำถามผู้ร่วมแข่งขันสามคนที่อ้างว่าเป็นคนเดียวกัน แน่นอนว่าสองคนในนั้นเป็นตัวปลอม แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ต้องมองตัวจริงให้ออก ในตอนหนึ่งของรายการ เหล่าคนดังพยายามทายว่าใครคือ “จอห์นนี่ มาร์คส์” คนเขียนเนื้อเพลง “รูดอล์ฟกวางจมูกแดง” ตัวจริง พวกเขาพบว่ามันยากจริงๆที่จะทายว่าใครเป็นใครแม้จะตั้งคำถามดีแล้วก็ตาม ตัวปลอมบิดเบือนความจริงเพื่อทำให้รายการมีสีสัน

การแยกแยะว่าใครเป็นใครเมื่อพูดถึง “ผู้เผยพระวจนเท็จ” นั้น ต่างจากการแสดงในเกมโชว์โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องท้าทายพอๆกันและมีความสำคัญมากยิ่งกว่า “หมาป่าดุร้าย” มักมา “ดุจแกะ” และพระเยซูทรงเตือนแม้แต่คนที่ฉลาดที่สุดในพวกเราว่า “จงระวัง” (มธ.7:15) การทดสอบที่ดีที่สุดไม่ใช่การตั้งคำถามที่ดีๆ แต่เป็นสายตาที่ดี มองดูที่ผลของเขา เพราะคุณจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา (ข้อ 16-20)

พระคัมภีร์ให้ตัวช่วยเราในการมองเห็นผลดีและผลเลว ผลที่ดีนั้นดูเหมือน “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) เราต้องระแวดระวังให้ดี เพราะหมาป่าเล่นด้วยเล่ห์กล แต่ในฐานะผู้เชื่อที่เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรารับใช้ผู้เลี้ยงแกะที่ดีตัวจริงซึ่ง “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา